หลังตื่นนอนตอนเช้า จัดการภารกิจส่วนตัวเรียบร้อย เก็บสัมภาระใส่กระเป๋าติดจักรยานเรียบร้อย
ขณะกำลังก้มๆหน้าก้มตามันถุงนอนกับตะแกรงหน้า สามเณรก็เดินมาเรียกให้ไปกินข้าวก้นบาตรที่ศาลา
หลังอิ่มมื้อเช้าข้าวก้นบาตรมื้อแรกที่ลาว ช่วยล้างจานกับคุณลุงที่มาช่วยงานที่วัดเสร็จเรียบร้อย
กลับมาเช็คจักรยานอีกครั้ง ก่อนไปกราบขอบคุณและกราบลาเจ้าอาวาสวัดโพนชัยที่ให้พึ่งอาศัยร่มใบบุญพระพุทธศาสนา
9 โมงกว่าๆ ผมเริ่มปั่นออกจากวันโพนชัย
เส้นทางวันนี้ หมุดหมายอยู่ที่เมือง Hin Hoeup (หินเฮิบ) อยู่ห่างจากประตูชัยประมาน 95 km
ผมปั่นลัดเลาะตามในแผนที่ เพื่อเข้าสู่เส้นทางหลังสนามบิน ปั่นลัดตัดออกเข้าสู่เส้นทาง 13 เหนือ
(ถ้าใครไม่อยากเปิดแผนที่หรือกลัวหลง ก็ถามทางจากชาวบ้านว่า ทางไปสถานีขนส่งสายเหนือไปทางไหน? )
ปั่นออกมาจากเมืองเวียงจันทร์ได้ 30 km อาการแพ้แดดเริ่มมาทักทาย
ตอนอยู่เมืองไทยปั่นกลางวันว่าร้อนแล้วมาเจอแดดที่ลาวเล่นเอาปั่นไม่ออกกันเลยทีเดียว
จนแล้วจนรอดต้องแวะพักเข้าปั๊มน้ำมันเติมพลังด้วยสปอนเซอร์อย่างเร่งด่วน ราคาไม่ต่างจากบ้านเรามาก 4,000กีบ ตกขวดละ 16บาท
(ซื้อจาก Jiffy ในปั๊ม PTT นะครับ ถ้าซื้อจากร้านค้าทั่วไปจะตกขวดละ 5,000 กีบ 20บาท
น้ำเปล่า 1.5 ลิตรยี่ห้อหัวเสือของลาวก็ราคา 5,000 กีบเหมือนกัน )
ปั่นไปปั่นมาแดดก็ร้อน ท้องก็ร้อง
หิวครับ!!! 555
เลยแวะซื้อกล้วยน้ำหว้าจากริมทางมา 1 หวีในราคา 5,000กีบ 20บาท
ก่อนมานั่งกินแทนมื้อเที่ยงใต้ต้นไม้อย่างอร่อย (จริงๆตอนนั้นกัดเอาๆ กล้วยลูกนึงหมดภายในไม่ถึง 10 วินาที แบบหิวสุดๆครับ 555)
และแบ่งเก็บส่วนหนึ่งเอาไว้เติมพลังในช่วงบ่าย
กินเสร็จก็ปั่นต่อปั่นมาได้สักพัก คุณอาคนลาวคนหนึ่งขับรถมาข้างๆก่อนจะพูดทักทายและถามว่าจะปั่นไปไหน
ผมเลยบอกจะไปหินเฮิบครับ แกเลยบอกจอดคุยกันสักพักสิ!
หลังจอดรถคุยกันข้างทางอยู่พักใหญ่ ทราบชื่อว่าชื่อคุณอาบุญทม ปั่นทัวร์ริ่งไปลาว เวียดนาม จีน มาหลายปีแล้ว
ยิ่งคุยกันยิ่งคุยถูกคอ แกบอกกำลังจะไปใส่ปุ๋ยที่สวนผลไม้ ไปเที่ยวสวนผลไม้แกมั้ย?
ด้วยความเกรงใจผมเลยได้เพียงกล่าวขอบคุณในน้ำใจและเอาไว้ไปเยี่ยมในโอกาสหน้า ก่อนจะแลก FB เอาไว้ติดต่อกัน
หลังแยกย้ายก็ปั่นต่อครับ
ถนนมีขรุขระเป็นถนนลูกรังบ้างบางช่วง เนื่องจากกำลังซ่อมถนนใหม่ใกล้ๆสะพาน
สองข้างทางเป็นทุ่งนา หมู่บ้าน เข้าเขตเมืองก็เป็นตึกแถวไม่ต่างกับบ้านเราครับ
ผมสังเกตเห็นอย่างหนึ่งน่าสนใจระหว่างปั่นผ่านในเมือง คือ คนลาวนิยมแทงสนุ๊กเกอร์กันมาก (ไม่แน่ใจว่าเป็นพลู หรือเปล่า? )
มีให้เห็นริมข้างทางทุกเมือง (ใครปั่นผ่านอยากลองไปเล่นดูบ้าง ก็แวะไปเล่นสักเกมส์ ชนะหรือแพ้ยังไงมาบอกกันบ้างนะครับ 555)
อีก 1 เมนูที่เห็นขายเกือบทุกมุมถนนในเมืองคือร้านขายข้าวจี่ (คล้ายๆกับขนมปังฝรั่งเศส ไม่ทราบชื่อเ)แม่ค้าจะทามายองเนส
แล้วใส่เนื้อใส่ผัก ราดซอสพริกหรือซอสมะเขือเทศตามใจชอบให้เรา (บางร้านในหลวงพระบางเห็นเค้าใส่หมูยอ กับมะเขือเทศด้วยครับ พิมพ์ไปก็หิวไป น้ำลายเกือบย้อย ><")
ต่อมาเป็นร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์และร้านขายอะไหล่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีให้เห็นอยู่ตามริมทางเต็มไปหมด
ไม่ต้องกลัวว่า ถ้าโซ่จักรยานขาด ลมยางแบน ยางรั่ว ถ่านแบตเตอร์รี่ไฟจักรยานหมด แล้วจะหาซื้ออะไหล่ไม่ได้
(ยกเว้นไปถามที่ร้านแล้วไม่มีขายนะครับ ก็ถือว่าซวยไป 555)
บ่าย 3 โมงกว่าๆเกือบ 4 โมงเย็น ขณะที่ผมกำลังปั่นขึ้นเนิน
เด็กๆเลิกเรียนแล้ว กำลังเดินริมถนนเต็มสองข้างทาง บ้างก็ปั่นจักรยาน เพื่อนกลับบ้าน
ผมเลยเลยคิดอะไรสนุกๆ ทุกครั้งที่ปั่นผ่านผมมักยื่นมือออกไปเพื่อแท็คมือกับเด็กๆ
พอเด็กคนแรกเห็นและได้แท็คมือ เด็กคนอื่นๆก็จะวิ่งมารอข้างหน้ายื่นมือมาแท็คด้วย
ยิ่งปั่นยิ่งสนุกครับ ยิ่งตอนปั่นลงเนินแล้วได้แท็กมือนี่สนุกมากๆ
เหมือนได้เติมพลังงานหัวใจให้มีแรงฮึดปั่นต่อ ^_____^
(แอบเสียดายถ่ายรูปไม่ได้ เพราะมือนึงต้องจับจักรยาน ใครพกกล้องติดจักรยานไปด้วย
รับรองได้ VDO พร้อมภาพสวยๆแน่นอนครับ)
บางโรงเรียนเด็กๆที่วิ่งมาแท็กมือไม่ทันก็ยืนโบกไม้โบกมือทักทาย "สะบายดี"
ส่วนผมได้แต่ตอบ "สบายดี" กลับไปพร้อมเสียงลมหายใจหอบแฮกๆ
เด็กๆผู้หญิงบางคนก็จับมือเพื่อนวิ่งหนี ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร !!??
อาจจะคิดว่าผมเป็นนิโกรตัวดำจะมาไล่จับเด็กๆไปขายละมั้ง 555
80 km กว่าๆผ่านไป 5 โมงเย็นกว่าๆ
ผมเห็นข้างทางชาวบ้านจุดบั้งไฟเพื่อขอฝนก่อนทำนา เลยอดไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปดูและทักทายกับชาวบ้านด้วย
หลังยืนดูบั้งไฟเกือบ 10 นาที เหมือนฟ้าเบื้องบนจะรับรู้จากบั้งไฟที่ชาวบ้านจุด เมฆเริ่มครึ้มฝนส่งสัญญาณว่าฝนกำลังจะตกตามคำขอแล้วนะ!!
เลยรีบสอบถามระยะทางที่เหลือไปเมืองหินเฮิบ ก่อนกล่าวคำอำลากับชาวบ้าน
ผมรีบปั่นทำเวลาเพื่อไปให้ทันถึงเมืองหินเฮิบบก่อนที่ฝนจะตก ตามคำแนะนำชาวบ้านบอกว่าอีกประมาน 5 กิโลจะถึงเมืองหินเฮิบ
(ผมแอบเถียงในใจ ใช่หรือเปล่าก็ไม่รู้ ? เพราะผมพึ่งปั่นได้ 86 km มันต้องเหลือ +- ประมาน 9-10 km
อีกฝั่งในใจก็เถียงกลับมา เค้าชาวบ้านคนในพื้นที่เลยนะ จะไปเถียงเค้าทำไมเนี่ย! เชื่อพี่เค้าสิๆๆ 555)
้
เอาหว่ะ!! 5 km เองปั่นไม่นานก็ถึงน่าจะทันก่อนฝนตก
ปั่นมาได้ไม่ถึง 4 km เส้นทางขึ้นเขาข้างหน้า
น่องและขาที่ล้ามากๆ ทำให้ผมต้องหยุดพักเอาแรงข้างทาง
เพื่อชาตต์พลังก่อนปั่นต่อ
ผมเหลือบมองนาฬิกาเกือบ 6 โมงเย็นแล้ว ฟ้าครึ้มฝนจนเริ่มมืด
สองข้างทางเป็นป่าทึบ มองหันหลังยังพอมีทุ่งนาให้เห็นไกลๆ
ใต้เมฆสีดำทะมึน ฟ้าเริ่มร้องโครมครามๆ
หันซ้าย หันขวา อ้าว!! ไม่มีเสาไฟฟ้าริมทาง T_T
ปั่นมาทั้งวันพึ่งสังเกตเห็นครับ ว่าไม่มีเสาไฟข้างทาง 555
แสงดาวที่ว่าริบหรี่ก็ไม่มีให้เห็น มีแต่แสงฟ้าแลบ
ขณะที่ผมพึ่งเอาผ้าคลุมกันฝนคลุมกระเป๋าจักรยานเสร็จ
และกำลังเริ่มติดไฟจักรยานเพื่อเตรียมปั่นต่อ ฝนเจ้ากรรมก็ตกลงมาทันที!!
วินาทีนั้นคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการโบกรถ และ เปิดมือถือ เขย่าแอพ Beetalk
แอบหวังลึกๆเผื่อจะมีคนออนไลน์อยู่ใกล้ๆ เผื่อจะเป็นเนื้อคู่ 555 ยังจะเล่นมุกฝืดอีก ขออภัยครับความเวินเว่อเข้าแทรก ><"
จริงๆตอนนั้นไม่ได้มีอารมณ์ขำแบบนี้นะครับ ยืนรอโบกรถที่ผ่านแล้วก็เขย่าๆ Beetalkไป
ตอนนั้นมีผู้หญิงพึ่งออฟไลน์ไปอยู่ใกล้ๆ 2 km กว่าๆ กับผู้ชายอีกคนอยู่ห่างประมาน 3 kmกว่าๆ ออนไลน์อยู่
เลยส่งข้อความไปทักทาย ข้อความขอความช่วยเหลือนี่แหละครับ
โอ้ววว!!! เธอตอบกลับมาครับ แต่เธอบอกว่าคุณพ่อไม่ให้ออกจากบ้านเพราะฝนตกหนักขึ้น
ส่วนผู้ชายอีกคน ไม่ตอบกลับเลย นี่ต้องใส่รูปผู้หญิงสวยๆทักไปใช่มั้ย!! ถึงจะตอบ T_T
อย่างน้อยก็รู้สึกดีใจครับที่ยังมีคนตอบกลับ รถฝั่งเลนขวาที่จะวิ่งขึ้นเหนือผ่านเมืองหินเฮิบ
รอแล้วรอเล่าฝนก็โปรยปรายไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ผ่านไป 5 คัน ไม่มีคันไหนจอด บางคันก็ขนของเต็มท้ายรถ (เค้าอาจจะอยากช่วยแต่คงไม่รู้จะช่วยยังไง)
เลยเขย่า Beetalk ต่อ ยังไม่หมดหวังครับ 555
มีผู้ชายรุ่นคุณลุง ออนไลน์พอดีเลยพิมพ์ทักไปขอความช่วยเหลือ
....
ไม่มีข้อความตอบกลับ 555
หลังจากยืนโบกรถตากฝนอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง
ด้วยสภาพเริ่มเปียกปอนกลางความมืดที่มีเพียงไฟจักรยานกระพริบอยู่ท้ายรถ
กับไฟฉายคาดหมวกจักรยานเป็นเพื่อน พร้อมกระรอกนั่งเฝ้าหน้าจักรยานอีก 1 ตัวน่ารักๆ แต่ช่วยอะไรไม่ได้เลย 555
แล้วแสงไฟรถกระบะคันที่ 6 ก็กำลังขับมา
วินาทีนั้นผมตัดสินใจ !!
เป็นไงเป็นกัน ถ้าไม่ใช้วิธีนี้คงไม่มีคันไหนจอด
เลยตัดสินใจวิ่งไปยืนขวางกลางถนนครับ
แล้วรถคันที่ 6 ก็วิ่งมาเบรกเอี้ยดดด เกือบชนผมเข้าอย่างจัง!
วินาทีนั้น เกือบไปแล้วมั้ยตรู เกือบตายตั้งแต่เริ่มปั่นแล้ว T_T
....
ผมล้อเล่นครับ 555
ก็ยืนโบกรถกลางฝนเหมือนเดิมนี่แหละครับ ผมคงไม่บ้าขนาดวิ่งไปขวางกลางถนนแน่ๆ ^^"
แล้วรถกระบะคันที่ 6 ก็จอดรับผมให้ติดรถไปด้วย พี่ผู้ชายคนครับลงมาช่วยยกจักรยานขึ้นท้ายรถให้ครับ
ขับรถออกมาไม่ถึงนาที ฝนก็ตกหนักทันที เลยกล่าวขอบคุณพี่ทั้ง 2 คนมากๆที่จอดรับ ทราบชื่อหลังคุยกันชื่อ อ้ายพงกับเอื้อยหนิง ครับ : )
ขณะนั่งรถอยู่เอื้อยหนิงได้ถามผมว่าจะปั่นไปที่ไหนหรอ ผมเลยเล่าแพลนคร่าวๆให้ฟังว่าผมกำลังจะปั่นไปหลวงพระบางและจะพักค้างคืนที่หินเฮิบ
พรุ่งนี้จะปั่นไปวังเวียง อ้ายพงเลยบอกว่า พี่จะไปวังเวียงพอดี ฝนตกหนักแบบนี้ พักหินเหิบถ้าจะหาที่พักยาก เดี๋ยวไปวังเวียงกับพี่เลยละกัน
ขณะที่ผมลังเลยังไม่ตอบ เอื้อยหนิงก็หันมาพูดว่าไปด้วยกันนี่แหละ! ฝนก็ตกหนัก มืดก็มืด เผื่อจะหาที่พักได้ลำบากพอดี ไปวังเวียงแล้วกัน
อย่างน้อยเมืองก็ยังมีไฟค่อยหาที่พักเอาสะดวกกว่า เผื่อฝนไม่ตกด้วย..
บนรถขณะเดินทางไปวังเวียงเราพูดคุยจิปะถะด้วยกันอย่างถูกคอ
(เป็นผู้ใหญ่ที่นิสัยน่ารักทั้งคู่เลยครับ แอบอิจฉาอ้ายพงเบาๆ ได้แฟนสวยนะเนี่ย!
ความรู้สึกตอนนั้นคืออยากมีแฟนเป็นสาวลาว 555)
เกือบ 2 ชั่วโมงต่อมา หลังฝ่าฝนตกหนัก ผ่านเส้นทางทำถนนใหม่มาด้วยความยากลำบาก
อ้ายพงก็ขับรถพาเราเดินทางมาถึงวังเวียง ผมเลยบอกว่าพาผมไปส่งวัดได้มั้ย จะได้ขอพระที่วัดกางเต๊นท์นอน
อ้ายพงเลยขับรถไปส่งหน้าวัดธาตุ อยู่ถนนเส้นหลักกลางเมืองวังเวียง
อ้ายพงลงจากรถมาช่วยยกจักรยานลงจากท้ายรถกระบะให้ผม
ตอนนั้นฝนยังตกหนักโปรยปรายเลยทำได้แค่เพียงกล่าว "ขอบคุณหลายๆเด้ออ้าย มีโอกาสจั๋งพ้อกันใหม่"
ก่อนอ้ายพงจะรีบไปขึ้นรถแล้วขับรถออกไป
(นาทีนั้นคือลืมของ FB กับเบอร์โทรติดต่อกันเลย T_T)
แล้วผมก็รีบจูงจักรยานเข้าไปในวัด
ไปเคาะประตูกุฏิอยู่ไม่นาน (ฝนตกหนักเสียงกระทบหลังคาเสียงดังพอควร)
ครูบา (พระภิกษุ)เลยเปิดประตูออกมาดู ผมเลยขอครูบากางเต๊นท์นอนค้างคืน
ด้วยสภาพเปียกปอนชุ่มฝนตกหนักทั้งตัว (สภาพคล้ายๆหมาน้อยตกน้่ำ เปียกและมอมแมมไปทั้งตัว )
ครูบาเลยบอกไปกางเต๊นท์นอนที่ศาลาได้เลย เดี๋ยวครูบาบอกเจ้าอาวาสให้
หลังสามเณรมาช่วยกวาดพื้นบนศาลาให้เรียบร้อย
ผมรีบกางเต๊นท์ จัดแจงสัมภาระให้เข้าที่
และไม่ลืมที่จะไปขอครูบาล็อคจักรยานไว้ข้างเสาใต้กุฏิ
ก่อนจะรีบวิ่งแจ้นน ไปอาบน้ำในห้องน้ำ
หลังอาบน้ำเสร็จ จะฟ้าร้องฟ้าผ่า ลมพัดต้นไม้ใกล้ๆศาลาแรงแค่ไหน
ผมไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เพลียมากจะนอนให้ได้!! (จริงๆสนใจครับ ฝนตกหนักแรงมากฟ้าก็ผ่าอยู่ฝั่งตรงข้ามวัดไม่ไกล)
กราบพระสวดมนต์เสร็จ !!
คืนหนาวๆฝนตกหนักแบบนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่า
การมุดตัวเข้าถุงนอนอุ่นๆแล้วหลับอย่างมีความสุข ^^
(ถ้าไม่เชื่อก็ออกไปเดินทาง วันไหนฝนตกก็ลองมุดถุงนอนในเต๊นท์ดูนะครับ
จะรู้ว่าความอบอุ่นของการซุกถุงนอนใต้ลมฝนหนาวๆข้างนอกเต๊นท์มันอบอุ่นแค่ไหน!! ^___^)