daysman เขียน:สวัสดีครับ. พอดีผมเป็นมือใหม่ครับ. ปั่นมาสี่เดือนแล้วครับ. ทีแรกใช้ราแดค ไซส์52. ไม่มีปัญหาครับ. ขี่สนุกมาก วันๆต้องมีถึงสามสิบกิโลขึ้น. วันไหนว่างๆก็ออกทริปคนเดียว. ก่อนยกให้พ่อครับ. ต้นปีเปลี่ยนมาใช้ merida scultura900ไซส์50 ขี่ๆไปก็เหนื่อย ปวดขา ปวดหลัง. ขยับจนหมดแล้วครับ ก็ยังเมื่อยครับ ถามพี่ๆน้าๆ. ก็ขยับไปเรื่อยๆ. แต่ก็ยังเมื่อย ขี่ๆไปก็ขี้เกียจเพราะขี่แล้วเจ็บขาทุกทีครับ. พึ่งมาดูเมื่อคืน พอดีผมค่า inseem 70 เอง สูง167. กะว่าสูงพอเลยเลือกใหญ่กว่าที่ร้านแนะนำ. ปรึกษาน้าๆทีครับว่าจะทำไงดีครับ. เมื่อวานไปลองของคนอื่นมาไซส์เล็ก พอดีตัวเลยครับถ้าขายทิ้งจะมีคนซื้อไหมครับ. ขายไม่ออกเอาคันใหม่บ้านแตกแน่ครับ

- image.jpg (111.8 KiB) เข้าดูแล้ว 195 ครั้ง
อย่าดิ้นรนเสียทรัพย์ไปให้ยากลำบากเลยครับ คุณขี่รถคันนี้ได้
มาดู Geometry ของรถกันดีกว่า หลายคนอาจจะดูเพียงแค่ค่า Effective TopTube ซึ่งพูดตรงๆว่า "คร่าว"มากครับ รถรุ่นนี้ size 50 มีท่อคอที่ชันกว่ายี่ีห้ออื่นในขนาดเดียวกันอยู่ถึง 1 - 1.5องศาทีเดียว ซึ่งนั่นก็จะทำให้ค่า ETT ดูแล้วยาวกว่าเพื่อนฝูงอยู่จนหลายคนอาจจะบอกว่ามันยาว แต่ค่าที่ควรจะดูกันจริงๆก็คือ ค่า Reach ซึ่งรถรุ่นนี้ ในขนาดนี้ มีค่า reach เพียง 375 mm เท่านั้น ซึ่งเท่ากับ Impulso size 46 แล้วค่า stack ที่เท่ากับ 541 mm นั้น เป็นค่า stack ที่จัดว่าขี่ได้สบายไม่ต้องก้มมาก
ทำไมผมถึงไม่แนะนำให้คุณดิ้นรน สัดส่วน สูง 167 ขายาว 70 ซม. ก็สูงพอๆกับผมแหละ แต่ผมขายาว 79+ cm ( วัดด้วยเครื่อง fitting ) คุณจขกท.จะมีสัดส่วนที่แตกต่างจากผมก็คือ ช่วง Torso หรือลำตัวจะยาวกว่าผม ซึ่งอันที่จริงแล้ว ระยะเอื้อมของจักรยานจะเป็นตัวบ่งชี้ขนาดที่เหมาะสม มากกว่าจะพิจารณาเพียงแต่การไปยืนคร่อม ( ดู stand over height ) เพียงอย่างเดียว เพราะความยาวของช่วงขาจะสัมพันธ์กับความสูงของเบาะที่สามารถปรับขึ้นลงได้ แต่ระยะเอื้อม ซึ่งเป็นองค์รวมของความยาวจักรยานเป็นค่าที่ปรับแต่งได้น้อยมาก ทำได้ก็แค่เลือก stem และ handlebar ให้เหมาะสมเท่านั้น และเพราะระยะเอื้อมจะต้องสัมพันธ์กับความยาวของส่วนลำตัว และช่วงแขน ซึ่งคุณจขกท.ก็ยังมีช่วงลำตัวที่ยาวพอสำหรับรถที่มีระยะ reach เพียงเท่านี้
การที่ขี่แล้วไม่สบายเนื้อ ไม่สบายตัว ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องของการปรับแต่งที่ไม่ลงตัว ตัวที่มีปัญหาก็คือ ความสูงของเบาะ และระยะเดินหน้าหลังของเบาะ แค่ 2 เรื่องนี้ก็ทำให้เจ็บเข่า เจ็บขา เจ็บโน่นนี่นั่นได้เยอะแยะ
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับกันนิดหนึ่งว่า รสนิยมในการเลือกขนาดจักรยานของผู้คนในเวปนี้ จะเอนเอียงไปในทางเลือกรถที่มีขนาดเล็กกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 1size ซึ่งหากขยันเข้าไปขุดๆค้นๆ หาคำแนะนำของผู้ผลิตรถในแต่ละค่ายแล้ว ก็จะพบว่า รสนิยมของผู้คนในเวปนี้เป็นแบบที่ผมบอกจริงๆครับ ผู้ผลิตเขาออกแบบรถมาตามสัดส่วนเฉลี่ยของผู้คนที่มีความสูงแตกต่างกัน สัดส่วนของฝรั่งส่วนใหญ่จะมีสัดส่วนของช่วงขาที่ยาวกว่าคนไทย แต่ก็ยังแนะนำรถที่ใหญ่กว่าผู้คนในเวปนี้เลือกกัน 1size ให้เห็นเป้นประจำ เพราะผู้ออกแบบเล็งเห็นว่า ขนาดที่แนะนำนั้น เหมาะสำหรับมือใหม่ เหมาะสำหรับการออกกำลังกาย และที่สำคัญ จะได้ขนาดของรถที่ง่ายต่อการบังคับควบคุม ไม่เมื่อยล้าง่าย
แล้วทำไมหลายๆคนจึงชอบแนะนำรถที่มีขนาดเล็กกว่าที่ผู้ผลิตแนะนำ เหตุผลง่ายๆ คือ
1. ดูสวยครับ ความสวยมันเป็นเรื่องของค่านิยมว่ารถที่หลักอานยาวๆ stemยาวๆ ดูสวย ( ทั้งๆที่เสือหมอบในยุคเมื่อ 15ปีก่อน หลักอานยาวพ้นท่อนั่งมาไม่ค่อยจะเกิน 2นิ้วด้วยซ้ำไป เกินกว่านั้นแปลว่าเลือกรถผิดขนาด

)
2. คล่องตัว โดยเฉพาะที่ความเร็วสูง ซึ่งตรงกับรสนิยมของโปร เพราะโปรจะเลือกรถที่เล็กกว่าขนาดที่ขี่สบายลงมาประมาณ 1 size หรือมากกว่านั้นอีก เพราะคนพวกนี้มีความยืดหยุ่นของร่างกายสูง ถูกฝึกมาให้ทนทานต่อการเมื่อยล้าของร่างกายส่วนบนได้เป็นอย่างดี แต่!!! ภายใต้ความคล่องตัวที่ความเร็วสูง ก็จะพบกับความไม่เสถียรที่ระดับความเร็วต่ำ รถอาจจะดูว่อกแว่ก บังคับควบคุมยาก เสียหลักล้มได้ง่ายๆ ซึ่งตรงนี้ถ้าทักษะในการขี่จักรยานไม่ดีพอ จะกลายเป็นเรื่องลำบากพอสมควรเลยทีเดียว
3. เฟรมเล็กจะstiffกว่าเฟรมใหญ่ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มขึ้นเลย แถมมวลวัสดุลดลงไปอีก ทำให้ลดน้ำหนักของเฟรมลงไปได้อีกนิดหนึ่ง
ถ้าคุณจขกท.อยากจะขี่แบบสบายๆ ไม่ต้องงอก่องอขิงให้เมื่อยคอเมื่อยไหล่ ก็ใช้ขนาด 50 ดังเดิมไปเถอะครับ
แต่ถ้าอยากจะขี่แบบโปร ยอมเมื่อยคอเมื่อยไหล่ แต่ดูเท่ห์ฝุดๆ ก็ไปหารถขนาดเล็กลงกว่านี้
แน่นอนครับ ตอนนี้ต้องทำอะไรบ้าง
1. ปรับระยะสูงต่ำ และหน้าหลังของเบาะให้เหมาะสมก่อน
2. ดูว่า stem ที่มากับรถ มันสั้นหรือยาวไปแค่ไหน
3. ดูว่าแหวนรองคอยังเอาออกได้อีกหรือไม่ เพราะค่า stack มากขนาดนี้ อาจจะไม่ต้องรองแหวนมากมายเลย
แต่ดีที่สุดสำหรับเวลานี้ก็คือ ปรับจักรยานให้เหมาะสมกับร่างกายก่อนดีกว่าไหมครับ ยอมเสียเงินไปทำ static fitting ก็น่าจะเพียงพอ แล้วปรับตัวอีกสักหน่อยดีกว่า ผมว่าค่าทำ fitting ยังน้อยกว่าส่วนต่างขาดทุนของการขายรถคันเดิม + ค่าดำเนินการเพื่อให้ได้รถคันใหม่