ไม่ใช้ Power meter ไม่ใช้ Rotor
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
-
joypop
- สมาชิก
- โพสต์: 25
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2014, 18:20
ไม่ใช้ Power meter ไม่ใช้ Rotor
เห็นบางท่านใช้ Power meter เป็นอุปกรณ์ในการซ้อมปั่นและมีหลากหลายความเห็นเกี่ยวกับการใช้งาน ส่วนใหญ่ท่าที่ใช้ก็อธิบายมาแล้วว่าให้ผลการซ้อมได้อย่างดี มีแนวทางและจุดมุ่งในการปั่น อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกท่านมีมีเจ้า Power meter นี้เพราะราคาที่สูง (สำหรับผมนะ
) ก็เลยอยากทราบว่าท่านอื่นๆที่ไม่ใช้ Power meter และ จาน Rotor ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดนะครับแต่ละท่านมีวิธีการหรือแนวทางในการซ้อมปั่นเพื่อให้การปั่นของท่านพัฒนาขึ้นโดยวิธีการใดบ้างครับ ผมเองมีความคิดว่าการนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วยย่อมเกิดผลดีมากกว่าเสียแน่นอน Power meter ก็หนึ่งในนั้นแต่ทีนี้ปั่นจักรยานก็น่าจะเหมือนกีฬาประเภทอื่นๆที่บางครั้งผู้เล่นก็สามารถค้นพบวิธีการที่เพิ่มหรือยกระดับความสามารถของตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์อะไรให้มากมายนัก ยกตัวอย่างคนรู้จักผมท่านนึงแกเป็นแชมป์เพาะกายอาวุโส(58ปี)ร่างกายฟิต กล้ามเนื้อชัดเจนได้รูป หนุ่มๆอาย ถามแกแกบอกว่าไม่เคยรู้เรื่องการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาหรือเทคโนโลยีอะไรมาช่วยเลยกระทั่ง Whey Protien ก็ไม่เคยดื่ม กินข้าวกับข้าวปกติ ทำงานเย็มมาซ้อมปกติ แต่แกบอกว่าแกรู้และเข้าใจด้วยตัวเองว่าต้องเล่นท่าไหน เท่าไร เวลาไหนต้องพัก ก็แค่นั้นแต่ผลที่ได้สุดยอดมากจนนักกีฬาคู่แข่งที่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์และองค์ความรู้ยังสู้แกไม่ได้ ต้องมาถามแนวทางการฝึกจากแกประจำ ที่เล่ามาก็เพียงยกตัวอย่างเปรียบเทียบนะครับ ผมม่มีอคติอะไรกับท่านที่ใช้อยู่นะครับเพียงแต่อยากทราบความเห็นในอีกมุมหนึ่งเท่านั้นครับ ขอบคุณนะครับที่ช่วยเปิดมุมมองอีกด้าน
- Thasdanai2001
- ขาประจำ
- โพสต์: 710
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.พ. 2013, 20:57
- Tel: 0851259479
- team: ชวนชื่น สมุทรปราการ/SBScyclingTeam
- Bike: Fuji sst 1.1 2013 ///////// ที่เคยใช้:merida race lite 900/merida kalahari six/bianchi impulso สีแดง
Re: ไม่ใช้ Power meter ไม่ใช้ Rotor
ผมซ้อมจากคลิปในยูทูปครับ ผม DIY การซ้อมเลย
ที่จริงในคลิปนั้นจะมีการกำหนดเกียร์ และโซนของ HR ไม่ให้มากกว่าหรือน้อยกว่า
แต่ผมจัดให้สุดๆเลยและมีช่วงอัดสลับ intervals และพัฒนาไปเรื่อยๆก็ใช้เกียร์หนักขึ้น
อาหารก็กินปกติแต่กินโปรตีนเพิ่ม วิดพื้น-ซิตอัพเพิ่ม
ที่จริงในคลิปนั้นจะมีการกำหนดเกียร์ และโซนของ HR ไม่ให้มากกว่าหรือน้อยกว่า
แต่ผมจัดให้สุดๆเลยและมีช่วงอัดสลับ intervals และพัฒนาไปเรื่อยๆก็ใช้เกียร์หนักขึ้น
อาหารก็กินปกติแต่กินโปรตีนเพิ่ม วิดพื้น-ซิตอัพเพิ่ม
ใครบอกว่าขี่จักรยานแล้วเรียนต่ำลงผมขี่แล้วดีขึ้นนะ
อายุ 15 ทำอะไรผิดบอกได้ครับ
อายุ 15 ทำอะไรผิดบอกได้ครับ
- benpariwat
- ขาประจำ
- โพสต์: 1935
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 มี.ค. 2013, 07:58
- Bike: Specialized Tarmac comp 2012
Re: ไม่ใช้ Power meter ไม่ใช้ Rotor
ผมก็ว่าแพง แต่เดี๋ยวค่อยซื้อครับ
แค่แอบแม่ซื้อเฟรมก็โดนมองแบบว่า...แล้ว แต่คงจะไม่เอาโรเตอร์ครับ แพงโหดมาก
มองอะไรเป็นตัวเลขมันพิจารณาง่ายครับ พัฒนาไปเท่าไหร่แล้ว จะขี่เท่าไหร่ จะออมแรงยังไง
ทุกวันนี้ผมก็ปั่นเอง หาความรู้จากในบอร์ดนี่ละครับ แต่ตัวช่วยผมเป็น HRM ครับ
ขี่คุม70เปอร์เซน ผมตั้งไว้ 1000 กิโลตั้งแต่ปีใหม่ครับ แล้วค่อยมาดูพัฒนาการครับ ใช้ strava เก็บข้อมูล ตอนนี้แปดร้อยกว่ากิโลแล้ว
พอขี่คุม ก็เริ่มรู้แรงตัวเอง รู้วิธีการของตัวเองเพื่อที่จะคุมตัวเองให้อยู่ บางวันหลุดก็รู้ตัวแต่ช่วยไม่ได้ครับใจมันพาไป(ตามดูดรถหมูปิ้งรีบกลับบ้านครับ)
ผมว่าเรื่องที่จะหัดก็เบสิคทั่วไปครับ หัดควงขา หัดออมแรง หัดหายใจในแต่ละรอบขาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง หัดก้มหมอบนานๆ หัดขึ้นเนินแบบคุมได้
ปั่นตามเขาทันผมว่าผมก็ประสพความสำเร็จแล้วครับ จากคนที่ไม่เคยเล่นกีฬาอะไรเลยอย่างผม
เป้าหมายผมก็มีแค่นี้ พอปั่นตามเขาทันได้ในทริป ก็เลิกไปทริปเลย
เดี๋ยวนี้ปั่นเดี่ยวตลอดครับ ทางเดิมๆ เอาเวลาให้ดีขึ้น เอาให้หัวใจเต้นต่ำลง ถึงจะเร็วสู้ใครไม่ได้ ลากคนอื่นได้ไม่นาน แต่ว่าแค่นี้ผมก็พอแล้วครับ
เป้าหมายผมตอนนี้ก็ ขี่สัก 33-35 ทางราบไม่มีลมให้ไม่เกิน 80% ครับ
มีของพวกนี้ สนุกกว่าขี่รถเปล่าๆเยอะครับ ไม่งั้นคงไม่ติดไมล์กันหรอกครับ
มองอะไรเป็นตัวเลขมันพิจารณาง่ายครับ พัฒนาไปเท่าไหร่แล้ว จะขี่เท่าไหร่ จะออมแรงยังไง
ทุกวันนี้ผมก็ปั่นเอง หาความรู้จากในบอร์ดนี่ละครับ แต่ตัวช่วยผมเป็น HRM ครับ
ขี่คุม70เปอร์เซน ผมตั้งไว้ 1000 กิโลตั้งแต่ปีใหม่ครับ แล้วค่อยมาดูพัฒนาการครับ ใช้ strava เก็บข้อมูล ตอนนี้แปดร้อยกว่ากิโลแล้ว
พอขี่คุม ก็เริ่มรู้แรงตัวเอง รู้วิธีการของตัวเองเพื่อที่จะคุมตัวเองให้อยู่ บางวันหลุดก็รู้ตัวแต่ช่วยไม่ได้ครับใจมันพาไป(ตามดูดรถหมูปิ้งรีบกลับบ้านครับ)
ผมว่าเรื่องที่จะหัดก็เบสิคทั่วไปครับ หัดควงขา หัดออมแรง หัดหายใจในแต่ละรอบขาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง หัดก้มหมอบนานๆ หัดขึ้นเนินแบบคุมได้
ปั่นตามเขาทันผมว่าผมก็ประสพความสำเร็จแล้วครับ จากคนที่ไม่เคยเล่นกีฬาอะไรเลยอย่างผม
เป้าหมายผมก็มีแค่นี้ พอปั่นตามเขาทันได้ในทริป ก็เลิกไปทริปเลย
เดี๋ยวนี้ปั่นเดี่ยวตลอดครับ ทางเดิมๆ เอาเวลาให้ดีขึ้น เอาให้หัวใจเต้นต่ำลง ถึงจะเร็วสู้ใครไม่ได้ ลากคนอื่นได้ไม่นาน แต่ว่าแค่นี้ผมก็พอแล้วครับ
เป้าหมายผมตอนนี้ก็ ขี่สัก 33-35 ทางราบไม่มีลมให้ไม่เกิน 80% ครับ
มีของพวกนี้ สนุกกว่าขี่รถเปล่าๆเยอะครับ ไม่งั้นคงไม่ติดไมล์กันหรอกครับ
- ว่าวต้องลม
- ขาประจำ
- โพสต์: 670
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ค. 2013, 18:27
- Bike: Focus Cayo Evo 4.0
Re: ไม่ใช้ Power meter ไม่ใช้ Rotor
+100benpariwat เขียน:ผมก็ว่าแพง แต่เดี๋ยวค่อยซื้อครับแค่แอบแม่ซื้อเฟรมก็โดนมองแบบว่า...แล้ว แต่คงจะไม่เอาโรเตอร์ครับ แพงโหดมาก
มองอะไรเป็นตัวเลขมันพิจารณาง่ายครับ พัฒนาไปเท่าไหร่แล้ว จะขี่เท่าไหร่ จะออมแรงยังไง
ทุกวันนี้ผมก็ปั่นเอง หาความรู้จากในบอร์ดนี่ละครับ แต่ตัวช่วยผมเป็น HRM ครับ
ขี่คุม70เปอร์เซน ผมตั้งไว้ 1000 กิโลตั้งแต่ปีใหม่ครับ แล้วค่อยมาดูพัฒนาการครับ ใช้ strava เก็บข้อมูล ตอนนี้แปดร้อยกว่ากิโลแล้ว
พอขี่คุม ก็เริ่มรู้แรงตัวเอง รู้วิธีการของตัวเองเพื่อที่จะคุมตัวเองให้อยู่ บางวันหลุดก็รู้ตัวแต่ช่วยไม่ได้ครับใจมันพาไป(ตามดูดรถหมูปิ้งรีบกลับบ้านครับ)
ผมว่าเรื่องที่จะหัดก็เบสิคทั่วไปครับ หัดควงขา หัดออมแรง หัดหายใจในแต่ละรอบขาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง หัดก้มหมอบนานๆ หัดขึ้นเนินแบบคุมได้
ปั่นตามเขาทันผมว่าผมก็ประสพความสำเร็จแล้วครับ จากคนที่ไม่เคยเล่นกีฬาอะไรเลยอย่างผม
เป้าหมายผมก็มีแค่นี้ พอปั่นตามเขาทันได้ในทริป ก็เลิกไปทริปเลย
เดี๋ยวนี้ปั่นเดี่ยวตลอดครับ ทางเดิมๆ เอาเวลาให้ดีขึ้น เอาให้หัวใจเต้นต่ำลง ถึงจะเร็วสู้ใครไม่ได้ ลากคนอื่นได้ไม่นาน แต่ว่าแค่นี้ผมก็พอแล้วครับ
เป้าหมายผมตอนนี้ก็ ขี่สัก 33-35 ทางราบไม่มีลมให้ไม่เกิน 80% ครับ
มีของพวกนี้ สนุกกว่าขี่รถเปล่าๆเยอะครับ ไม่งั้นคงไม่ติดไมล์กันหรอกครับ
งานพิมพ์ด่วน รอรับได้เลยยยยยยยย บริการรับพิมพ์สิ่งพิมพ์ทุกชนิด http://www.thaiutsaha.com
-
jaggaj
- ขาประจำ
- โพสต์: 316
- ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ธ.ค. 2010, 08:23
- team: แก๊งขาอ่อน
- Bike: Gary Fisher Marlin2010,Giant Tcr Aluxx 2012
- ติดต่อ:
Re: ไม่ใช้ Power meter ไม่ใช้ Rotor
benpariwat เขียน:ผมก็ว่าแพง แต่เดี๋ยวค่อยซื้อครับแค่แอบแม่ซื้อเฟรมก็โดนมองแบบว่า...แล้ว แต่คงจะไม่เอาโรเตอร์ครับ แพงโหดมาก
มองอะไรเป็นตัวเลขมันพิจารณาง่ายครับ พัฒนาไปเท่าไหร่แล้ว จะขี่เท่าไหร่ จะออมแรงยังไง
ทุกวันนี้ผมก็ปั่นเอง หาความรู้จากในบอร์ดนี่ละครับ แต่ตัวช่วยผมเป็น HRM ครับ
ขี่คุม70เปอร์เซน ผมตั้งไว้ 1000 กิโลตั้งแต่ปีใหม่ครับ แล้วค่อยมาดูพัฒนาการครับ ใช้ strava เก็บข้อมูล ตอนนี้แปดร้อยกว่ากิโลแล้ว
พอขี่คุม ก็เริ่มรู้แรงตัวเอง รู้วิธีการของตัวเองเพื่อที่จะคุมตัวเองให้อยู่ บางวันหลุดก็รู้ตัวแต่ช่วยไม่ได้ครับใจมันพาไป(ตามดูดรถหมูปิ้งรีบกลับบ้านครับ)
ผมว่าเรื่องที่จะหัดก็เบสิคทั่วไปครับ หัดควงขา หัดออมแรง หัดหายใจในแต่ละรอบขาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง หัดก้มหมอบนานๆ หัดขึ้นเนินแบบคุมได้
ปั่นตามเขาทันผมว่าผมก็ประสพความสำเร็จแล้วครับ จากคนที่ไม่เคยเล่นกีฬาอะไรเลยอย่างผม
เป้าหมายผมก็มีแค่นี้ พอปั่นตามเขาทันได้ในทริป ก็เลิกไปทริปเลย
เดี๋ยวนี้ปั่นเดี่ยวตลอดครับ ทางเดิมๆ เอาเวลาให้ดีขึ้น เอาให้หัวใจเต้นต่ำลง ถึงจะเร็วสู้ใครไม่ได้ ลากคนอื่นได้ไม่นาน แต่ว่าแค่นี้ผมก็พอแล้วครับ
เป้าหมายผมตอนนี้ก็ ขี่สัก 33-35 ทางราบไม่มีลมให้ไม่เกิน 80% ครับ
มีของพวกนี้ สนุกกว่าขี่รถเปล่าๆเยอะครับ ไม่งั้นคงไม่ติดไมล์กันหรอกครับ
+++++100 ด้วยครับ
-
mvpthailand
- ขาประจำ
- โพสต์: 297
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ต.ค. 2012, 17:28
- ติดต่อ:
Re: ไม่ใช้ Power meter ไม่ใช้ Rotor
ถ้าผมจะใช้ Rotor คงมีเหตุผลเดียว ชอบทรง/ลายขาจาน มันสวยโดนใจจริงๆ
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ไม่ใช้ Power meter ไม่ใช้ Rotor
จะเอากีฬาเพาะกายมาเปรียบเทียบนั้น มันก็คงจะไม่ถูกเรื่องซะทีเดียวครับ กีฬาเพาะกายวัดกันด้วยความพึงใจของกรรมการ ภายใต้กฎเกณฑ์ก็จริง แต่ความพึงพอใจมีผลมากกว่า ข้อสำคัญ กีฬาเพาะกายเป็นเรื่องของสรีรและกายวิภาคของแต่ละคน ( ร่างกายไม่ได้สัดส่วน เพาะยังไงๆมันก็ออกมาไม่สวย ) แล้วสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ระยะเวลาที่สะสมมา เพาะกายมา 2 ปี ยังไงๆก็ไม่มีทางจะไปเทียบเคียงกับคนที่เล่นมาเป็น 10ปีแน่ๆ ( ใช้ Anabolic Steroid ก็อาจจะอีกเรื่องหนึ่งนะ ) และที่สำคัญคือ วิทยาศาสตร์การกีฬาเกี่ยวกับกีฬาเพาะกายเองนั้น หลายๆอย่างก็ยังเป็นสิ่งยังไม่ถึงกับตกผลึกเป็นสูตรสำเร็จซะทีเดียว อาหารเสริมต่างๆเองก็ยังไม่ได้แปลว่าจะได้ผลสมราคา กินโปรตีนเข้าไปเยอะนึกว่ามันจะเข้าไปแล้วสร้างเป็นกล้ามเนื้อได้ทั้งหมด ก็ไม่ใช่ มากเกินไปก็convertเป็นไขมันสะสมไว้แทน อ้าว เสียของใช่ป่าว และที่สำคัญที่สุดก็คือ คนที่รู้จริงๆ หายากนะครับที่จะมาเผยแพร่ความรู้ให้ใครแบบฟรีๆหรอกครับ และที่สำคัญ ของพวกนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องติดตามการวิจัย การค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์การกีฬาพอสมควร ( น้อยคนนักจะทำได้ ) วิทยาทานฟรีๆนั้น ผมว่าในวงการนี้หาไม่ง่ายนะครับ และที่สำคัญคนบางคนภูมิรู้เยอะ แต่เวลามีคนไปถาม ก็อาจจะบอกว่ากินอาหารปกติ เล่นปกติ ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนประเภทนี้นะครับjoypop เขียน:เห็นบางท่านใช้ Power meter เป็นอุปกรณ์ในการซ้อมปั่นและมีหลากหลายความเห็นเกี่ยวกับการใช้งาน ส่วนใหญ่ท่าที่ใช้ก็อธิบายมาแล้วว่าให้ผลการซ้อมได้อย่างดี มีแนวทางและจุดมุ่งในการปั่น อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกท่านมีมีเจ้า Power meter นี้เพราะราคาที่สูง (สำหรับผมนะ) ก็เลยอยากทราบว่าท่านอื่นๆที่ไม่ใช้ Power meter และ จาน Rotor ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดนะครับแต่ละท่านมีวิธีการหรือแนวทางในการซ้อมปั่นเพื่อให้การปั่นของท่านพัฒนาขึ้นโดยวิธีการใดบ้างครับ ผมเองมีความคิดว่าการนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วยย่อมเกิดผลดีมากกว่าเสียแน่นอน Power meter ก็หนึ่งในนั้นแต่ทีนี้ปั่นจักรยานก็น่าจะเหมือนกีฬาประเภทอื่นๆที่บางครั้งผู้เล่นก็สามารถค้นพบวิธีการที่เพิ่มหรือยกระดับความสามารถของตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์อะไรให้มากมายนัก ยกตัวอย่างคนรู้จักผมท่านนึงแกเป็นแชมป์เพาะกายอาวุโส(58ปี)ร่างกายฟิต กล้ามเนื้อชัดเจนได้รูป หนุ่มๆอาย ถามแกแกบอกว่าไม่เคยรู้เรื่องการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาหรือเทคโนโลยีอะไรมาช่วยเลยกระทั่ง Whey Protien ก็ไม่เคยดื่ม กินข้าวกับข้าวปกติ ทำงานเย็มมาซ้อมปกติ แต่แกบอกว่าแกรู้และเข้าใจด้วยตัวเองว่าต้องเล่นท่าไหน เท่าไร เวลาไหนต้องพัก ก็แค่นั้นแต่ผลที่ได้สุดยอดมากจนนักกีฬาคู่แข่งที่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์และองค์ความรู้ยังสู้แกไม่ได้ ต้องมาถามแนวทางการฝึกจากแกประจำ ที่เล่ามาก็เพียงยกตัวอย่างเปรียบเทียบนะครับ ผมม่มีอคติอะไรกับท่านที่ใช้อยู่นะครับเพียงแต่อยากทราบความเห็นในอีกมุมหนึ่งเท่านั้นครับ ขอบคุณนะครับที่ช่วยเปิดมุมมองอีกด้าน
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Whey , L-Carnitine , Creatine ฯลฯ ซึ่งก็มักจะมีผลงานวิจัยสนับสนุนประมาณ 1-2 งานวิจัย แล้วถ้าไปอ่านกันลึกๆก็จะรู้ว่ามันเป็นงานวิจัยที่เจ้าของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านั้นเป็นผู้ให้การสนับสนุน เหล่านักกีฬาคือลูกค้าคนสำคัญของเจ้าของธุรกิจพวกนี้ครับ ปีๆหนี่งทำกำไรกันมหาศาลเลยนะครับ และที่สำคัญคือ ในอเมริกา ผลิตภัณฑ์พวกนี้ไม่ได้ถูก FDA ควบคุม แบบอย.ในบ้านเราหรอกนะครับ เขาถือว่า มันไม่ใช่"ยา" แต่เป็นแค่ "supplementary" ไม่ใช่ Food ด้วยซ้ำไป กินแทนอาหารมื้อหลักไม่ได้
อาร์โนลด์ ชวาชเนคเกอร์ อดีต ผู้ว่าการรัฐ , อดีตพระเอกชื่อดัง และ ที่สำคัญคือ อดีตมิสเตอร์โอลิมเปีย 6หรือ7 สมัยนี่ ผมจำไม่ได้แล้ว เดิมทีก็เป็นหนุ่มออสเตรียอพยพ จะบอกว่าไม่ค่อยมีสตังค์เลยก็ยังได้ คุณน้าแกเล่นเวทโดยใช้ฟรีเวท ได้แก่ ดัมเบลล์และ บาร์เบล จนแกได้ตำแหน่งมิสเตอร์โอลิมเปีย ถ้าจำไม่ผิดก็เหมือนกับว่าแกจะเคยเขียนหนังสือเอาไว้ด้วย อาร์โนลด์อาจจะเป็นตัวอย่างที่ดีในอดีตของยุคที่ไม่มีเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาแบบadvanced เหมือนในปัจจุบัน แต่เชื่อเถอะครับ ถ้าอาร์โนลด์ มาเริ่มต้นในยุคนี้ มีคู่แข่งที่มีรูปร่าง สัดส่วน โครงสร้างใกล้เคียงกันกับแก เริ่มต้นพร้อมๆกัน โดยอาร์โนลด์ยังเล่นแต่ฟรีเวทในองค์ความรู้แบบเดิมที่แกได้มา กับ อีกคนที่ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาในยุคนี้ ผมว่าคงจะไม่ต้องคิดมาหรอกครับว่า ภายในระยะเวลาเท่าๆกัน ใครจะไปได้ไกลกว่ากัน
ผมวกกลับเข้ามาที่เรื่องของจักรยานดีกว่าครับ กีฬาจักรยานเป็นสิ่งที่สามารถวัดกันได้ด้วยตัวเลขหรือสถิติ ไม่ได้ใช้อารมณ์หรือความรู้สึกภายใต้กฎเกณฑ์ของกรรมการมาตัดสินกันแบบกีฬาเพาะกาย
กีฬาจักรยานเป็นสิ่งที่ผนวกรวมเรื่องของ function ทุกๆอย่างของร่างกายออกมาเป็น performance ของนักกีฬา ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแรง ความทนทานของกล้ามเนื้อ , ความสามารถในการส่งเลือดออกจากหัวใจ ซึ่งก็หมายถึงความสามารถในการส่งผ่านออกซิเจนและสารอาหารไปยังกล้ามเนื้อ , ความสามารถในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและขับคาร์บอนไดออกไซด์ของปอด , ความสามารถในการดูดซึมน้ำ เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต ของระบบทางเดินอาหาร , ความสามารถของตับในการเมตาบอไลท์สารอาหารต่างๆ สร้าง แปรรูป สลายมาเป็นพลังงาน หรือ ทำลายของเสียที่คั่งค้างไปให้ออกจากร่างกาย
กีฬาจักรยานไม่มีทางลัดในการฝึกนะครับ ( power meter ก็ไม่ใช่ทางลัด ) มีแต่ทางที่ตรงที่สุด ทางที่อ้อมบ้าง ทางที่อ้อมไปไกล แต่ก็ใช่ว่าเดินตรงที่สุดแล้วจะไปได้เร็วกว่าเสมอไปหรอกนะ เพราะมันก็ยังขึ้นกับสรีระและกายวิภาคของแต่ละคน พรสวรรค์ก็ยังเป็นเรื่องที่เป็นทุนเดิมของแต่ละคนที่ทำให้ไปได้เร็วช้า ใกล้ไกล ได้ง่ายกว่ากัน แต่ที่แน่ๆคือ พรแสวงนั้นสามารถไปได้ไกลกว่าพรสวรรค์มากมาย ขอเพียงให้แค่"แสวง"ให้ถูกทางเท่านั้น แต่ถ้า"แสวง"ได้ถูกทาง เวลาผ่านไปได้ถึงจุดของมัน พรแสวงก็จะสำแดงอิทธิฤทธิ์ออกมาให้เห็นกัน
ชนิดของกล้ามเนื้อที่เป็นกลุ่มก้ำกึ่งกล้ามเนื้อแดง-ขาว พรแสวงก็ยังสามารถเปลี่ยนให้มันกลายเป็นกล้ามเนื้อแดง หรือ กล้ามเนื้อขาวได้เช่นกัน เพียงแต่มันเป็นเรื่องของเวลา และความอดทน
เดินตรง เดินอ้อม ไม่รู้ แต่บางคนก็อาจจะบอกว่า ฝึกแบบลูกทุ่งๆ ไม่ต้องใช้ตรรกะอะไรมากมาย เห็นเขาอัด ก็อัดแข่งกับเขาทุกๆวัน ก็เห็นแรงขึ้นไม่ใช่หรือ ? ก็อย่างที่ผมบอกว่า บางทีเดินทางด้วยทางที่อ้อมที่สุด อาศัยพรสวรรค์ดั้งเดิม ก็อาจจะไปได้เร็วมากอยู่บ้างครับ แต่อาจจะลืมคิดไปว่า "ทิศทาง สำคัญกว่า ความเร็ว" เผลอออกนอกลู่นอกทางมาก็เยอะแยะไป
ผมเองก็ไม่ใช่ว่าจะเชียร์ให้ใครต่อใครมาใช้ power meter กันหรอกนะครับ ผมทราบว่าไม่ใช่ทุกคนที่สามารถซื้อมาใช้ได้ และไม่ใช่ทุกคนที่ซื้อมาแล้วจะสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้จริงๆ เพราะบางคนก็ซื้อเอามาเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับรถให้หนักเล่น หรือให้ใครต่อใครมาร้องอู้ฮู เวลาที่มาดูรถ
เพียงแต่เรื่องจริงๆในปัจจุบัน ที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬาในแขนงนี้ มุ่งมาที่การใช้ power meter เป็นเครื่องมือในการกำหนดเกณฑ์การฝึก ครับ มันเป็นการฝึกที่เดินได้ตรงที่สุดกว่าทุกๆเครื่องมือที่ผ่านมาในอดีตจริง ในอดีตผมเคยปั่นจักรยานมานานพอสมควร หลังจากนั้นก็หยุดไปแบบไม่ปั่นเลยซะ 3-4 ปี ( แปลว่าทุกอย่างเริ่มต้นที่ 0 ) พอกลับมาเริ่มใหม่ ผมก็พบความจริงว่าเพียงแค่ 2 ปี หลังจากเริ่มคบหากับpower meter และขนขวายหาวิธีในการฝึก ลงทุนกับคอร์สบางคอร์ส ผมยังรู้สึกเลยว่า 2ปีที่ผ่านมา ผมพัฒนาไปได้มาก มากเกือบจะเท่าสมัยที่ยังฟิตๆเมื่อหลายปีก่อนที่ปั่นจักรยานเป็นเรื่องเป็นราว และในบางจุดเช่น recovery ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ aerobic ผมว่าผมยังทำได้ดีกว่าสมัยที่คิดว่าตัวเองฟิตที่สุดด้วยซ้ำไป
ครับ ถ้าเอาคน 2 คน อายุเท่าๆกัน ระดับความแข็งแรงพื้นฐาน สัดส่วน น้ำหนักร่างกาย ใกล้เคียงกัน มาเริ่มต้นปั่นจักรยานพร้อมๆกัน คนหนึ่งเริ่มต้นฝึกด้วย power meter ฝึกตามเกณฑ์ เป็นขั้นตอน ส่วนอีกคนฝึกแบบเอามันส์ กลุ่มไหนแรง ก็ไปเข้ากลุ่มไส้แตกกับเขา
เวลาผ่านไปสัก 2 เดือน คนที่สองอาจจะรู้สึกว่าตัวเอง แรงกว่า จัดหนักได้ดีกว่า แต่หลังจากผ่านไปสัก 1 ปี คนแรกจะกลับมาแรงกว่า และแรงแบบยั่งยืน แช่ได้ไม่ร่วง พักแล้วขึ้นไปแช่ได้อีก
เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาจริงๆ
ในบรรดาโคชทั้งหลาย หรือ ผู้ฝึกซ้อมทั้งหลาย ทั้งที่ตั้งตนเป็นสำนักก็ดี หรือ มีผลงานที่รู้จักกันเฉพาะกลุ่มก็ตามที ก็จะสรรหาวิธีการฝึกโดยการใช้เครื่องมืออยู่ 2 ตัวก็ คือ
1. Power Meter
2. Heart Rate Monitor ( HRM )
แต่ก็ใช่ว่าจะมีเฉพาะคอร์สการฝึกที่จำเป็นต้องใช้แต่ Power Meter เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เพราะต่างก็เข้าใจดีในเรื่องข้อจำกัดและทุนทรัพย์ของแต่ละคน และจุดมุ่งหมายของผู้ปั่นจักรยานแต่ละคนที่แตกต่างกัน
เกณฑ์การฝึกด้วย HRM ก็ยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถใช้อ้างอิงเกณฑ์การฝึกได้ เพียงแค่ว่ามันเป็นการเดินที่อาจจะต้องอ้อมอยู่บ้าง แต่ก็ไปได้ไกลมากเช่นกัน
รูปแบบการฝึกด้วย HRM นั้น ในยุคแรกๆพูดกันถึงเรื่อง % MaxHR ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นและอาจจะไม่ได้เน้นมากมายนัก , ต่อมาก็เริ่มพูดถึง %HRR ที่ค่อนข้างจะตรงทางมากขึ้น ไม่อ้อมมากนักแบบการใช้ %MaxHR , ในปัจจุบัน หลายค่ายๆเริ่มพูดกันถึงเรื่อง LTHR ( Lactate Threshold Heart Rate ) ซึ่งดูเหมือนว่าจะตรงทางขึ้นกว่า %HRR อีก แต่ก็ยังเป็นเรื่องยุ่งยากมากพอสมควร
ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆครับ อยากปั่นจักรยานก็ต้องซื้อจักรยาน , อยากจะปั่นแบบมีรูปแบบดีขึ้น ก็ต้องลงทุนซื้อไมล์ วัดรอบขา , อยากจะพัฒนาperformance ขั้นต่ำที่สุดก็ต้องลงทุนซื้อ HRM มาใช้
มัชฌิมานุปทา หรือ เดินสายกลาง ย่อมดีที่สุด มีความสามารถจับจ่ายใช้สอย เจือจุนได้แค่ไหน ก็ลงทุนแค่นั้น , ดูความมุ่งหมายของตัวเองว่าต้องการไปไกลแค่ไหนในเวลามากน้อยเท่าไหร่ ก็ทำตามจุดมุ่งหมายของตัวเอง
แต่มัชฌิมานุปทาของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน อย่าคิดแบบเราแล้วไปตัดสินคนอื่น
แก้ไขล่าสุดโดย lucifer เมื่อ 27 ม.ค. 2014, 17:35, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
-
นายไวไวครับ
- ขาประจำ
- โพสต์: 1121
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ต.ค. 2013, 17:24
- Tel: 083-025-1064
- team: ปั่นเป็นปั่น(แก๊งค์กระจอก)
- Bike: Xds Fat-bike สีดำ////Ridley fenixสีดำ
- ตำแหน่ง: 110/96-97 อ.เมือง ต.ในเมือง จ.พิษณุโลก
Re: ไม่ใช้ Power meter ไม่ใช้ Rotor
+ให้เหมือนกันครับ แต่ผมชอบเข้ากลุ่มปั่นทริปครับ ได้เพื่อนใหม่ ได้ความรู้และเทคนิคใหม่ๆเพียบ ผลัดกันตาม ผลัดกันลาก แวะพักคุยกันสนุกจะตายไปbenpariwat เขียน:ผมก็ว่าแพง แต่เดี๋ยวค่อยซื้อครับแค่แอบแม่ซื้อเฟรมก็โดนมองแบบว่า...แล้ว แต่คงจะไม่เอาโรเตอร์ครับ แพงโหดมาก
มองอะไรเป็นตัวเลขมันพิจารณาง่ายครับ พัฒนาไปเท่าไหร่แล้ว จะขี่เท่าไหร่ จะออมแรงยังไง
ทุกวันนี้ผมก็ปั่นเอง หาความรู้จากในบอร์ดนี่ละครับ แต่ตัวช่วยผมเป็น HRM ครับ
ขี่คุม70เปอร์เซน ผมตั้งไว้ 1000 กิโลตั้งแต่ปีใหม่ครับ แล้วค่อยมาดูพัฒนาการครับ ใช้ strava เก็บข้อมูล ตอนนี้แปดร้อยกว่ากิโลแล้ว
พอขี่คุม ก็เริ่มรู้แรงตัวเอง รู้วิธีการของตัวเองเพื่อที่จะคุมตัวเองให้อยู่ บางวันหลุดก็รู้ตัวแต่ช่วยไม่ได้ครับใจมันพาไป(ตามดูดรถหมูปิ้งรีบกลับบ้านครับ)
ผมว่าเรื่องที่จะหัดก็เบสิคทั่วไปครับ หัดควงขา หัดออมแรง หัดหายใจในแต่ละรอบขาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง หัดก้มหมอบนานๆ หัดขึ้นเนินแบบคุมได้
ปั่นตามเขาทันผมว่าผมก็ประสพความสำเร็จแล้วครับ จากคนที่ไม่เคยเล่นกีฬาอะไรเลยอย่างผม
เป้าหมายผมก็มีแค่นี้ พอปั่นตามเขาทันได้ในทริป ก็เลิกไปทริปเลย
เดี๋ยวนี้ปั่นเดี่ยวตลอดครับ ทางเดิมๆ เอาเวลาให้ดีขึ้น เอาให้หัวใจเต้นต่ำลง ถึงจะเร็วสู้ใครไม่ได้ ลากคนอื่นได้ไม่นาน แต่ว่าแค่นี้ผมก็พอแล้วครับ
เป้าหมายผมตอนนี้ก็ ขี่สัก 33-35 ทางราบไม่มีลมให้ไม่เกิน 80% ครับ
มีของพวกนี้ สนุกกว่าขี่รถเปล่าๆเยอะครับ ไม่งั้นคงไม่ติดไมล์กันหรอกครับ
-
dumber
- ขาประจำ
- โพสต์: 786
- ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ต.ค. 2012, 21:38
- Bike: bianchi
- ติดต่อ:
Re: ไม่ใช้ Power meter ไม่ใช้ Rotor
ได้รับรู้ความคิดของหลายๆท่านแล้ว มันได้ประโยชน์สำหรับผมมากๆเลย
ขอบคุณมากๆสำหรับความรู้ดีๆ ที่แบ่งปันให้

ขอบคุณมากๆสำหรับความรู้ดีๆ ที่แบ่งปันให้
- http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=64&t=270637
- http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=64&t=301411
-
OSK 97
- ขาประจำ
- โพสต์: 13629
- ลงทะเบียนเมื่อ: 26 เม.ย. 2011, 12:05
- team: ทุ่งสง
- Bike: focus max. neilpride bora
Re: ไม่ใช้ Power meter ไม่ใช้ Rotor
ผมจบด้านพลศึกษา เรียนมาทางวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เยอะ แต่การซ้อมจักรยาน ผมแทบจะไม่ใช้หลักการดังกล่าวเลย ไมล์รถผมก้ไม่มี ผมซ้อมโดยการขี่ไปทํางานคนเดียว ไป กลับ 90 กิโลอาทิตย์ละห้าวันเท่านั้น แต่เป้าหมายผมแค่ได้ออกกําลังกาย ได้งาน ลงแข่งกับเพื่อนๆตามโอกาศที่มีก็พอแล้วครับ 
-
ThaNanSak
- ขาประจำ
- โพสต์: 1218
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2012, 15:04
- Tel: 0869637278
- team: No
- Bike: Giant XTC 29er
- ตำแหน่ง: 635 หมู่ 1 ถ. บ้านหน้าควนลัง-บ้านพรุ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90114