ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
-
บรรศักดิ์
- ขาประจำ
- โพสต์: 1835
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 เม.ย. 2012, 11:51
- Tel: 0812683291
- Bike: Araya Excella Race, Tern Clutch, Splading, Bridgestone Grandtech
ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
บทนำ :
เดิมที่ผมใช้รถ Dahon Formula S18 สีขาวอยู่ แต่ด้วยเหตุผลหลายประการจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนรถ คือ
- ไม่ชอบรถสีขาว
- ดูแลเกียร์ไม่เป็น ขึ่แต่ในเมืองใช้แค่เกียร์เดียวก็ขี่ได้ทั่ว ไม่รู้จะใช้ไปทำไมหลายเกียร์เพราะคงไม่ค่อยมีโอกาสไปไหนไกลๆ หรือขี้นเขาลงห้วย
- ต้องพับรถทุกครั้งที่เอามาขี่ แต่รถ S18 มันต้องหมุนแฮนด์ ปรับคอลงเพื่อให้พับได้ไม่ติดดิสค์เบรค เสียเวลาปรับเข้าออก
- ต้องแบกขึ้นลงชั้น 4 ทุกครั้งที่เอามาขี่ จึงอยากได้รถที่เบากว่านี้
แต่ด้วยงบประมาณและสถานที่เก็บจำกัดจึงต้องขาย S18 ออกไปเพื่อซื้อคันใหม่เข้ามา
ขายรถเก่าเลือกรถใหม่ :
หลังจากขาย S18 ไปแล้วมีรถให้เลือก 2 ตัวเลือกคือ Dr.Hon Mu Uno และ Tern Verge Duo ราคา Tern แพงกว่าเกือบหมื่นบาท Tern ให้อะไหล่ที่ดูดีกว่า แต่สิ่งที่ให้มาเกือบทั้งหมดเป็นสิ่งที่ผมไม่ต้องการ เหตุผลเพราะมันหนัก ของบางอย่างสามารถหาซื้อตัวที่ชอบมาเปลี่ยนแทนได้ Tern ดูแข็งแรงบึกบึน รับน้ำหนักคนขี่ได้เป็นร้อยโลแน่ๆ แต่ผมหนักแค่ 56 โล ก็เลยขี่คันไหนก็ได้ ถ้าซื้อ Tern สิ่งที่ผมต้องเปลี่ยนคือแฮนด์ ปลอกแฮนด์ หลักอาน ยางนอก+ใน Tern มีเกียร์ auto 2 speed มา แต่ผมเฉยๆถึงแม้ว่าคนในนี้บอกว่าขี่สนุก ได้เพิ่มมาอีก 1 เกียร์ แต่แลกกับน้ำหนักที่เพิ่มอีกเกือบ 700 กรัม ผมไม่เอาดีกว่า สุดท้ายผมเลือก Dr.Hon เพราะชอบรูปทรงรถ สีดำด้าน การบริการของตัวแทนนำเข้าที่ขายรถพับเป็นหลัก ไม่เหมือน Probike ที่ขายรถพับ Tern เป็นสินค้ารอง
ได้รถใหม่แล้ว :
ผมซื้อ Dr.Hon Mu Uno จากร้านเบิรด์ไบค์ จริงๆมีอีกหลายร้านที่ขายรุ่นนี้และราคาถูกกว่าร้านเบิร์ดนิดหน่อย แต่ก็เลือกร้านเบิร์ดเพราะมีอะไหล่รถพับเยอะ เผื่อเปลี่ยนใจอยากจะ up เป็น เกียร์ auto จะได้ปรึกษาได้สนิทปากหน่อย ได้รถมาเมื่อ ต.ค.56 รถแกะจากกล่องมาซิงๆ คุณเบิรด์เอารถขึ้นแท่นซ่อม เช็คดูว่าคอแฮนด์มันตั้งมาตรงหรือเปล่า ผมก็ไม่ได้ทดลองขี่ แค่ลองเอามือหมุนล้อหน้า-หลัง ล้อหน้าหมุนคล่องดี แต่ล้อหลังฝึดไม่ฟรีเหมือนรถทั่วไปที่เคยขี่ ถามคุณเบิรด์ว่าปรกติไหม ได้รับคำตอบว่าปรกติ เช็คเสร็จก็เอาขึ้น taxi กลับบ้าน ไม่กล้าขี่ไปขึ้น BTS ใกล้ๆเพราะแถวนั้นถนนแคบ รถเมล์เล็กขาซิ่งวิ่งกันขวัก และรถ coaster brake ด้วย ผมไม่คุ้นเลยไม่อยากเสี่ยง ไปเงอะงะหงายท้องกลางถนนจะเสียของรักเปล่าๆ
พาของรักเข้าบ้าน :
หลังจากแบกรถขึ้นมาห้องชั้น 4 รู้สึกว่ารถมันเบาดี ถ้าเปลี่ยนอะไหล่บางตัวมันน่าจะเบากว่านี้ ยางนอกกับหลักอานต้องกำจัดออกเป็นอันดับแรก ผมถือว่าเรื่องน้ำหนักรถที่เป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับผมมันสอบผ่านแล้ว แบกรถขึ้นมาด้วยหัวใจพองโต เอารถเข้ามาในห้องก็ลองพับเข้า-กางออก ดูว่ามีจุดไหนที่ชิ้นส่วนรถมันเสียดสีกัน ที่เห็นชัดๆคือบริเวณหางหลังด้านเดียวกับขาตั้ง เวลาพับ หัวตัวล็อคแฮนด์มันจะสีกับหางหลัง เพราะเคยเห็นที่ร้าน Navabike สีซะเห็นเนื้ออลูเงาวับ เลยหายางในเก่ามาติดกันไว้ แล้วดูจุดๆอื่นถ้ามีก็หาตัวติดกันกระแทกเป็นฟองน้ำสีดำกลมๆที่ขายตามร้านทุกอย่าง 20 บาทมาติดกันไว้ ราคาถูก ปริมาณเยอะ ใช้ได้ดีทีเดียว
ทดลองขี่ :
คิดว่าอยากจะลองขี่รถสภาพเดิมๆดูก่อนว่าเป็นอย่างไรแล้วค่อย up ทีหลัง เลยยกลงมาขี่ที่หน้าอพาร์ทเมนท์ ขี่ได้ไม่กี่สิบเมตร ทำไมรถมันเสียงดังและฟิลลิ่งการขี่ไม่ได้เรื่อง ผิดกันลิบลับกับ Dahon Formula S18 (คันนั้นผมขี่กลับมาจากร้านนายภณไบค์ แถวหน้ารามฯ 2 มาที่พักเกือบ 20 กม. ขี่ลื่นเบา เงียบ สุดยอดมากๆ) ขี่วนเวียนไปมา ทดลอง coaster brake ทางตรงก็โอเค แต่พอเลี้ยวผมติดฟรีขาถอยหลัง ปรากฎว่าจะล้มไม่รู้กี่หน อารมณ์ตอนนั้นคือเดี๋ยวขึ้นบนห้องเมื่อไรจะเข้าห้องซื้อ-ขาย เจอสะบั้นรักขายทิ้งแน่ และนึกเสียดายรถเก่าว่าไม่น่ารีบขายไปก่อนเลย ทนทู่ซี้ขี่ได้เกือบชั่วโมงก็ยกขึ้นมาบนห้องด้วยอารมณ์สุดบรรยาย ไม่อยากจะแบกมันขี้นมาเลย เหนื่อยกายไม่ว่าแต่เหนื่อยใจนี่ซิ หวังมากก็ผิดหวังมาก ทำมาได้รถฟิลลิ่งอย่างนี้
ทำไมฟิลลิ่งรถมันเป็นอย่างนี้ :
เอารถขึ้นมาบนห้องคิดว่าเสียงดังคงเกิดจากโซ่ เพราะจับดูแล้วโซ่มันแทบไม่มีน้ำมันจับ เอามือรูดดูแทบไม่มีคราบเหนียวติดมือขึ้นมา มันต้องผิดปกติ จัดการจับรถหงายท้อง เอาน้ำมันหยอดโซ่ Parktool CL-1 มาหยอดไป 3 รอบแล้วพับรถเก็บไว้ กะให้น้ำมันมันซืมเคลือบข้อโซ่ได้ที่พรุ่งนี้จะเอาไปแก้ตัวใหม่ ตอนพับรถเข้า-กางรถออกก็รู้สึกว่าทำไมมันฝืดๆ เลยลองหมุนจุดพับต่างๆ ลองเอามือลูบๆทำไมมันแห้งอย่างนี้ หักคอพับมาดูก็แห้งแล้งเหลือเกินไม่มีน้ำมันลื่นๆให้เห็น จารบีที่ทาตามจุดต่างๆก็แห้งเป็นก้อน เทียบกับ S18 มันไม่ใช่อย่างนี้ S18 มันดูเหมือนของสดใหม่ ส่วน Uno มันเหมือนของแห้งเก่าเก็บ จุดไหนเป็นจารบีก็เอาจารบีทา จุดไหนเป็นน้ำมันก็เอาน้ำมัน Superloop หยอด ตอนเช็คจุดพับก็สังเกตเห็นฝุ่นเกาะที่รถ เอานิ้วกรีดดูที่ตัวรถ โหสุดยอด เห็นรอยนิ้วเป็นทางเลย แสดงว่ารถรุ่นนี้ต้องผลิตไว้นานแล้ว เล่นเอาจารบีแห้ง น้ำมันที่เกาะบนโซ่ไม่เหนียวติดมือ แสดงว่ามันต้องไม่ใช่รถในใจของมวลมหาประชาชนผู้รักชาติแน่
ทดลองอีกครั้ง :
วันรุ่งขึ้นหลังจากหยอดโซ่ ผมแบกลงมาจากชั้น 4 เอามาทดลองขี่ ปรากฎเสียงก็ยังดังเหมือนเดิม ฟิลลิ่งการขี่ก็ดีขี้นหน่อยจากน้ำมันหยอดโซ่ เอามาขี่ได้ 15 นาทีก็ทำใจขี่ต่อไม่ได้ แบกขี้นไปเก็บไว้ในห้องเหมือนเดิม น้ำมันหยอดโซ่ก็ใช้ของที่เพื่อนในเวปแนะนำว่าดีนักดีหนามาหยอด แล้วทำไมเสียงมันยังดังและล้อฝืดโคตร ลองเอามือปั่นล้อหลังดู มันหมุนได้แป๊บเดียวแล้วหยุด แป๊บเดียวจริงๆ แป๊บสั้นด้วย ลองเอามือจับโซ่ดู โซ่มันตึงมาก เมื่อก่อนขี่รถ bmx โซ่ไม่ตึงขนาดนี้ จับรถหงายท้อง ขันน็อตที่ยึดล้อแล้วดันล้อเข้าไปหน่อย โซ่ไม่ตึงแล้ว ลองหมุนบันไดดูเสียงก็เบาลง น่าจะเข้าท่า แบกลงไปทดลองขี่ทันที ขี่ไป 10 นาทีก็โออยู่ เสียงเบาลงไปเยอะ ค่อยมีกำลังใจหน่อย แก้ไปได้อีกหนึ่งปัญหา แต่ล้อฝืดนี่มันต้องมีวิธีแก้ เพราะก่อนซื้อเคยไปทดลองขี่ที่ร้าน Navabike ลองยกล้อหลังเอามือหมุนดูมันก็ลื่นไหลดี หรือว่าของเราผิดปกติ แต่ตอนนี้ขอเปลี่ยนโซ่ก่อน และสังเกตได้ว่าที่จานหน้า ฟันจานหน้ามันไม่อยู่ตรงกลางร่องโซ่ ถ้ายืนคร่อมรถมองลงไปมันจะเห็นมันเยื้องไปทางขวา จริงๆมันควรจะอยู่ตรงกลาง พับรถเก็บก่อนค่อยมาว่ากันทีหลัง ปัญหานี่น่าจะแก้ยากเพราะยังไม่รู้วิธีแก้ ความรู้เรื่องรถเราก็แค่หางอึ่ง
เริ่มเปลี่ยนอะไหล่ :
ตอนนี้มีความรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจกับคุณภาพอะไหล่ที่ติดรถ Dr.Hon Mu Uno เห็นเพื่อนในเวปแนะนำให้เปลี่ยนกระโหลกติดรถไปเป็นแบบ titanium เพื่อให้ขี่ลื่นและลดน้ำหนักรถซึ่งเป็นสิ่งที่ผมก็คิดไว้แต่ทีแรก แต่ผมหาซื้อไม่ได้ หาใน ebay ก็ไม่มี สุดท้ายเลยไปได้กระโหลกเหลี่ยมของญี่ปุ่นยี่ห้อ IRD QB75 JIS 68X113 Alloy Cups ราคา 42 USD จาก ebay คิดว่ามันต้องดีกว่าของติดรถแน่นอน น้ำหนักไม่ได้เบาเหมือน titanium ก็ไม่เป็นไร ขอให้ลื่นเงียบก็พอ แล้วไปซื้อโซ่ 8 speed ยี่ห้อ Connex จากร้าน Bike Anyway ราคา 550 บาท
พอได้ของก็เอาไปให้ช่างหนึ่ง ซอยสุขุมวิท 93 เปลี่ยนให้ พอถอดกระโหลกเก่าออกมา แล้วจะนำกระโหลกใหม่ใส่เข้าไป ผมเห็นตัวเลขบนกระโหลกเก่าค่ามันยาวกว่าของใหม่ ช่างหนึ่งลองใช้เครื่องมือวัดปรากฎของใหม่สั้นกว่าของเก่า 5 มม. คือสั้นกว่าข้างละ 2.5 มม. ทำอย่างไรดีละ ช่างหนึ่งแนะผมให้ใช้ของเก่าแล้วขายของใหม่ไป ของเก่าหมุนก็ลื่นดี ผมก็ลังเล แต่ผมบอกช่างหนึ่งไปว่าผมไม่น่าซื้อผิด เพราะเคยเห็นแบบ titanium ที่ร้านค้า online ขายสำหรับรถพับ Dahon มันก็ความยาวเท่านี้ ผมบอกช่างหนึ่งว่าผมซื้อของมาแล้ว เงินจ่ายไปแล้ว ไม่คิดจะขายออกไป ถ้าลองแล้วไม่ได้ค่อยขายทีหลัง และอีกอย่างผมสังเกตว่าโซ่มันเยื้อง ช่างหนึ่งถามว่าเยื้องเข้าในหรือออกด้านนอก ผมบอกว่าออกด้านนอก เขาบอกถ้าอย่างนั้นลองได้ ก็ใส่กระโหลกใหม่ที่ขาสั้นกว่าข้างละ 2.5 มม.เข้าไป ใส่โซ่ใหม่แทนของติดรถ ใส่เสร็จก็ดูว่าโซ่เยื้องหรือเปล่า ปรากฎว่าโซ่ไม่เยื้อง ฟันจานหน้าอยู่กลางร่องโซ่พอดี ผมลองเอาไปปั่นแถวร้านช่างหนึ่ง แค่เหยียบบันไดปั่นได้ 3-4 รอบขาก็รู้แล้วว่ามันดีกว่าของเดิมคนละเรื่อง กระโหลกใหม่ลื่นแน่นไม่โหวงเหมือนของเก่า โซ่ก็ลื่นทั้งๆที่ไม่ได้หยอดน้ำมัน แกะจากกล่องก็ใส่เลย แต่อาการล้อฝืดก็ยังเป็นอยู่ ถามช่างหนึ่งก็ว่าเป็นอาการปกติของรถ coaster brake ไม่เป็นไรค่อยๆหาทางแก้วันหลังก็ได้ วันนั้นปั่นกลับบ้านด้วยอารมณ์เบิกบาน ผมแก้ปัญหาเรื่องเสียงดัง โซ่เยื้อง และรถขี่ได้ลื่นขึ้น
แก้อาการล้อหลังฝืด :
เมื่อตอนรุ่นๆผมเคยมีจักรยาน bmx เคยถอดล้อหลังมาปะยาง แล้วไปหมุนอีท่าไหนไม่รู้ ใส่กลับเข้าไปปรากฎว่าล้อมันฝืด ลองคลายน๊อตที่ยืดแกนล้อออกก็แก้ปัญหาได้ คราวนี้ก็น่าจะหลักการเดียวกัน เพราะตอนเอามือหมุนล้อได้ยินเสียงเบาๆจากในดุมเหมือนลูกปืนมันถูกกดแน่นดังกึกๆ ลองถอดล้อแล้วคลายเกลียวน็อตที่แกนล้อด้านฝั่งขาตั้ง คลายแล้วยังไม่ใส่กลับเข้าไป ลองเอามือถือแกนแล้วหมุนล้อดู มันหมุนได้ฟรีกว่าเดิมมากเลย หมุนแล้วค่อยๆหยุด คงมาถูกทางแล้ว ลองใส่กลับเข้าไปแล้วแบกลงชั้น 4 ไปทดลองขี่ ผลคือมันลื่นไหลดีมาก แต่ตอนเบรคก็ต้องใช้ระยะเหยียบบันไดนานขึ้นกว่าล้อจะล็อค (เคยอ่านเจอในอินเตอร์เน็ต ถ้าล้อยิ่งฟรีมากเวลาเหยียบบันไดต้องใช้ระยะนานขึ้นกว่าล้อจะล็อค ซึ่งเป็นอันตรายมากเพราะรถจะหยุดไม่ทัน) ลองเอามือโยกล้อดู มีความรู้สึกล้อไม่แน่น มีคลอนกึกๆนิดๆ แสดงว่าผมคลายเกลียวมากเกินไป ไม่เป็นไรหมุนเกลียวเข้าไปน่าจะแก้ปัญหาได้ แบกขึ้นมาบนห้องมาแก้เลย หมุนเกลียวเข้าไปนิดเดียว ใส่ล้อกลับเข้าไปแล้วลองโยกดู มันไม่คลอนแล้วและล้อยังฟรีได้ดีในระดับที่น่าพอใจอยู่ เท่ากับตอนนี้ผมแก้ปัญหาล้อฝืดได้แล้ว
เสียงก๊อกแก๊กในดุมเบรค :
ตั้งแต่ซื้อมา เวลาขี่มันจะมีเสียงดังก๊อกแก๊กเบาๆในดุมเบรค ลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ในดุมมันจะประกอบด้วยชิ้นส่วนเป็นสิบชิ้น เป็นกลไกที่ดูไม่ซับซ้อน เคยอ่านเจอว่าเสียงดังนี้จะหายไปถ้าอัดจารบีเข้าไปในดุม เข้าใจว่าคงใช้จารบีเป็นตัวกันกระแทกระหว่างชิ้นส่วนในดุม แต่ผมไม่มีเครื่องมือถอดก็เลยปล่อยไปก่อน มีเวลาค่อยเอาไปให้ผู้รู้อัดจารบีให้ ของเดิมตอนนี้ก็ไม่ขี้เหร่เท่าไร ยังใช้ได้
เสียงเอี๊ยดอ๊าดบริเวณรัดหลักอาน :
ประสบการณ์จากรถพับคันก่อน ที่ตัวรถจะมีท่อให้เสียบหลักอาน ในท่อจะมีปลอกโลหะบางๆสีเงินอีกชั้น เวลาสอดท่อหลักอานลงไปแล้วรัดหลักอาน พอใช้ไปนานๆ ปลอกโลหะกับขอบท่อหลักอานมันสีกันจะทำให้ท่อหลักอานเป็นรอย ยิ่งนานยิ่งเยิน เพื่อแก้ปัญหานี้จึงต้องเปลี่ยนปลอกหลักอานจากโลหะเป็นพลาสติกของ Litepro ซึ่งเรียกว่าปลอกกันรอย ปัญหาที่คนส่วนใหญ่เจอคือมันจะรัดไม่อยู่ มันชอบรูดลงมา ยิ่งคนขี่ตัวหนักเท่าไรก็มีโอกาสรูดลงมามากเท่านั้น แม้กระทั่งผมน้ำหนักตัวไม่มากแค่ 56 กก. มันก็ยังรูดลงมานิดๆ ทั้งที่ก็รัดแน่นพอสมควร
หลังจากหาสาเหตุท่อหลักอานรูดพบแล้วก็แก้โดยเอากระดาษทรายหยาบๆรูดข้างในปลอกกันรอยเพื่อเพิ่มความฝืดในการยึดเกาะ และใช้เทปพันสายไฟพันรอบปลอกกันรอยเพื่อเพิ่มความหนาให้ปลอก พันแค่รอบเดียว แล้วลองเอาท่อนั่งเสียบดูว่าฟิตแน่นพอดีหรือไม่ ถ้าฟิตแน่นพอดีก็ถือว่าใช้ได้ หลังพันเทปที่ปลอกและเอาไปขี่ทดสอบว่ารูดหรือไม่ ปรากฎว่าไม่รูดแต่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญมาแทน ทีแรกคิดว่าเป็นที่ขันน็อตยึดอานไม่แน่น ปรากฎว่าไม่ใช่ คิดว่าเสียงมาจากที่ดุมก็ไม่ใช่อีก ลองเอาหลักอานออกแล้วลองขี่ ปรากฎว่าเสียงหายไป สาเหตุน่าจะมากจากปลอกกันรอยไม่ฟิตพอ ถอดออกมาแล้วเอาเทปพันสายไฟติดตามแนวยาวท่อเพิ่มอีก 2 แถว ใส่กลับเข้าไปจะฟิตมากหน่อยแต่ก็ใส่ท่อหลักอานเข้าและดึงออกได้ไม่ยาก หมุนๆท่อหลักอานช่วยก็ใส่เข้าดึงออกได้ ตอนกดตัวรัดหลักอานก็ไม่ต้องรัดแน่นมาก แค่พอตึงมือก็พอ เอาไปลองขี่ปรากฎว่าเสียงที่รบกวนหายไป จัดการไปได้อีกหนึ่งปัญหา
เสียงโลหะสีกันที่รอยพับกลางเฟรม :
เชื่อว่าผู้ที่ใช้รถรุ่นนี้ส่วนใหญ่คงจะได้ยินเสียงโลหะสีกันที่รอยพับกลางเฟรม ยิ่งผู้ขี่ที่น้ำหนักตัวมากคงได้ยินเสียงดังชัดกว่าผู้ขี่น้ำหนักตัวน้อย รถของผมก็มีอาการนี้เหมือนกัน ถ้าเข็นรถจะไม่ได้ยินเสียง แต่พอมีน้ำหนักขึ้นไปขย่มเสียงจะมาทันที ขย่มเบาก็เสียงเบา ขย่มแรงก็เสียงดังชัดขึ้น ลองดูที่จุดพับคิดว่ารอยต่อมันไม่เสมอกัน ถ้าเทียบกับ Dahon Formula S18 ระบบพับไม่เหมือนกัน S18 เงียบมากไม่มีเสียงเลย ลองเอายางในจักรยานมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ 2 ชิ้นติดกาวสองหน้า (เป็นกาวสองหน้าแบบบางและเหนียวพิเศษ หาซื้อได้ที่แผนกเครื่องเขียนห้างเดอะมอลล์ ม้วนสีฟ้า ราคาม้วนละ 30 กว่าบาท) แปะบริเวณที่มันสีกัน ลองเอาไปขี่ ปรากฎว่าเสียงหายไป ผมก็เลยใช้วิธีเดียวกันติดที่คอพับเพื่อลดการเสียดสีระหว่างโลหะกับโลหะ
รถขี่ช้าไม่ทันใจ :
ปัญหาที่ผมเจอมาตั้งแต่ทีแรกคือรถขี่ได้ช้าไม่ทันใจ ตาม spec ของรถ จานหน้า 52T เฟืองหลัง 18T ขี่แล้วมันโหวงๆเบาขา แถมรถก็ไม่ค่อยวิ่ง ถ้าต้องการความเร็วก็ต้องออกแรงซอยถี่ๆซึ่งไม่ใช่รอบขาที่ผมเคยขี่ปกติ มี 2 วิธีคือถ้าไม่เปลี่ยนจานหน้าก็ต้องเปลี่ยนเฟืองหลัง จานหน้าผมสั่งซื้อบังโซ่ DriveLine 52T มาแล้ว กะมาเปลี่ยนแทนของติดรถ ของติดรถดูแล้วไม่ชอบ เห็นแล้วไม่โดน ถ้าเปลี่ยนจานหน้าก็คงเสียหายมากเพราะต้องขายจานบังโซ่ขาดทุนอีก เปลี่ยนเฟื่องหลังน่าจะดีกว่า หาซื้อในร้าน online ไม่ได้ก็เลยต้องสั่งซื้อจาก ebay เป็นของ Sturmey Archer 16T หนา 3/32 ฝากเพื่อนในบอร์ดนี้ซื้อให้จาก ebay ราคา 4.13 USD ได้มาก็เปลี่ยนไม่เป็น เคยเห็นใน youtube ว่าใช้ไขควงแงะที่ร่องแล้วดันห่วงสปริงให้หลุดก็จะดึงเฟืองหลังออกมาได้ง่าย นัดช่างตี๋แถวบ้านก็คิวไม่ว่าง กว่าจะว่างก็วันจันทร์หน้า ใจมันร้อนอยากลองของใหม่ สุดท้ายลองหาดูใน youtube แล้วลองทำเอง ใช้เวลา 2-3 นาทีก็ถอดเฟืองเก่าออกแล้วใส่เฟืองใหม่กลับเข้าไป ตอนนี้ติดตั้งเฟือง 16T ได้สมใจที่รอคอยมานาน
ทดลองขี่ครั้งสุดท้าย :
หลังจากเปลี่ยนเฟืองหลังจาก 18T เป็น 16T แบกรถลงไปทดลองขี่ ผลปรากฎเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง รถทำความเร็วได้ดี เวลาเหยียบบันไดถอยหลังเพื่อเบรคก็ใช้ช่วงสั้นกว่า ฟิลลิ่งการขี่ดี ขี่แล้วตึงขานิดๆไม่เบาโหวงเหวง ออกตัวก็ไม่เลว แต่ 18T ออกตัวได้เบากว่า 18T เหมาะสำหรับขี่ในเมือง ขี่ๆหยุดๆ ขี้นสะพานก็สบาย แต่ 16T ขี่ทางเรียบดีกว่าแน่นอน ยังไม่เคยพาไปขึ้นสะพานข้ามแยก สำหรับขาไม่แรงไม่อ่อนอย่างผม พอใจกับจานหน้า 52T และเฟืองหลัง 16T ขี่ได้ 15 นาทีก็รู้แล้วว่าปรับเปลี่ยนอะไหล่รถได้ตรงตามที่ต้องการแล้ว คงไม่ up อะไรอีก น้ำหนักรถหลังเปลี่ยนอะไหล่ก็ไม่หนักมาก แบกขึ้นลงได้สบายๆ แล้วก็แบกรถขึ้นชั้น 4 อย่างมีความสุข
การพับ :
รถพับได้สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องปรับคอแฮนด์ขี้นลง ไม่ต้องหมุนแฮนด์ แค่พับคอลง ลดหลักอาน เตะขาตั้งขึ้น ปลดจุดพับกลางรถก็พับได้แล้ว พวกของติดบนแฮนด์ ไมล์บนคอแฮนด์ ไม่ต้องทำอะไรปล่อยให้มันอยู่อย่างนั้น พับคอลงมาก็ไม่ติดอะไร พับได้ดีและง่ายมาก ส่วนเบรคคงติดไว้ตลอดกันเหนียว และอีกอย่างมันก็ไม่ได้เกะกะหรือเป็นอุปสรรคต่อการพับ
ไมล์รวน :
เรื่องติดไมล์กับรถพับ Dr.Hon Mu Uno เคยมีเพื่อนสมาชิกบางท่านบอกว่าติดได้ บางท่านบอกว่าไม่ได้ เพราะดูระยะระหว่างตัว sensor กับตัวไมล์มันห่างกันมากพอสมควร เทียบกับระยะห่างมากสุดที่คู่มือไมล์บอกไว้ก็มีโอกาสเกิน ไมล์ที่ผมใช้เป็น Cateye Micro Wirless ใช้กับรถพับคันเดิม Dahon Formula S18 ได้ไม่มีปัญหา เหตุผลที่ได้เพราะคอแฮนด์ปรับไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับคอแฮนด์ของ Dr.Hon Mu Uno ที่ปรับไม่ได้และมีความสูงพอสมควร (ผมคิดว่าคอแฮนด์สูงๆอย่างนี้น่าจะเหมาะสำหรับผู้ขี่ที่มีความสูง 170 ซม.ขึ้นไป)
หลังจากติดตั้งไมล์บนแฮนด์แล้วนำรถไปปั่น ผลที่ได้คือตัวเลขที่บอกความเร็วกม/ชั่วโมง มันเพี้ยน ตัวเลขวิ่งขึ้นลงมั่วไปหมด เปลี่ยนถ่านใหม่หมดทั้งที่ตัวไมล์และตัว sensor ก็ไม่หาย จึงคิดว่าน่าจะมาจากระยะห่างระหว่างไมล์กับ sensor มากเกินไป วิธีแก้คือไปซื้อ adapter ที่ใช้ติดพวกอุปกรณ์เพิ่มบนแฮนด์มาติดบนท่อแฮนด์แทน ผมติดใกล้ๆจุดพับคอแฮนด์เพื่อหลบสูบมือ นำไปทดลองขี่ปรากฎว่าตัวเลขความเร็วกม/ชั่วโมงไม่เพี้ยนแล้ว adapter ราคา 120 บาท บรรจุในถุงสีดำไม่มียี่ห้อ ผมซื้อมาจากตลาดนัดจักรยาน ร้านนั้นขายทั้งอุปกรณ์จักรยานและสินค้า outdoor พวกเต้นท์ ช้อนสนาม หมอนลม ถุงนอน เมื่อติดตั้งแล้วการพับรถก็ไม่มีปัญหาเพราะไมล์มันจะไปอยู่ในช่องว่าง ไม่ชนกับตัวถังหรือล้อ ผ่านไปอีกหนึ่งปัญหา
สรุปอะไหล่ที่เปลี่ยน :
อะไหล่ที่เปลี่ยนมีทั้งที่ซื้อมาใหม่และเอาของเดิมมาใช้ เหตุผลในการเปลี่ยนมีทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรถ ลดน้ำหนักรถ และเพื่อความสวยงาม ไม่ได้เน้นว่าต้องประสิทธิภาพสูงสุด เบาสุดๆ ที่ไม่ทำเพราะต้องใช้ทุนทรัพย์มาก ซึ่งเกินงบประมาณที่ผมวางไว้ รายการอะไหล่ที่เปลี่ยนมี
1) แฮนด์ Litepro Spirit ราคา 750.- (เบากว่าของติดรถแบบรู้สึกได้)
2) เบาะ Fizik Tundra 2 ราคา 2650.- (น้ำหนักเบา เข้ากับก้น นั่งแล้วรู้สึกดีกว่าของติดรถ ถ้าอานหนานั่งนานๆจะเมื่อยก้นมาก)
3) หลักอานอลู Litepro ราคา 1300.- (น้ำหนักเบากว่าของติดรถพอสมควร)
4) ยางนอก Panaracer Minits Lite PT 2 เส้น ราคา @ 1050 บาท (ขี่เบาลื่น น้ำหนักเบา ถอดใส่ง่าย)
5) ยางใน Schawabe 2 เส้น ราคา @ 150 บาท
6) บันไดพับได้ MKS-FD7 ราคา 1300 บาท (น้ำหนักมากไปหน่อย แต่ปั่นลื่น เหยียบได้เต็มเท้า)
7) ขาตั้ง ราคา 200 บาท (ของเดิมขาตั้งมันหดไม่ได้ พอเปลี่ยนยางเล็กตั้งแล้วรถจะล้มเลยต้องเปลี่ยน)
8) กระโหลกเหลี่ยมญี่ปุ่น IRD QB75 JIS 68X113 Alloy Cups ราคา 42 USD (ลื่นแบบแน่นๆ)
9) บังโซ่ DriveLine 52T ราคา 24 USD (เพื่อความสวยงาม ดูดีมีชาติตระกูล)
10) จานหน้า NOS SR SAKAE PLATINUM 52T ROAD ราคา 75 USD (ไม่ชอบของเดิม ตัวเลือกน้อยก็เลยได้ตัวนี้มา)
11) เฟืองหลัง 16T ราคา 4.13 USD (เปลี่ยนแล้วรถวิ่งได้ไวขึ้น)
12) ปลอกกันรอย Litepro ราคา 200 บาท
13) ปลอกแฮนด์ ODI รุ่น Rogue ราคา 600 บาท (หนึบดี น้ำหนักเบา ไม่หมุนตามมือเหมือนของติดรถ)
14) โซ่ Connex 8 speed ราคา 550 บาท (ลื่นสวยกว่าของติดรถ)
15) Adapter พลาสติกสีดำ ราคา 120 บาท (ใช้สำหรับติดตั้งไมล์)
ที่เขียนมาทั้งหมด ถ้ามีข้อผิดพลาดประการใดผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
ขอบคุณทุกท่านที่อดทนอ่านจนจบครับ
เดิมที่ผมใช้รถ Dahon Formula S18 สีขาวอยู่ แต่ด้วยเหตุผลหลายประการจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนรถ คือ
- ไม่ชอบรถสีขาว
- ดูแลเกียร์ไม่เป็น ขึ่แต่ในเมืองใช้แค่เกียร์เดียวก็ขี่ได้ทั่ว ไม่รู้จะใช้ไปทำไมหลายเกียร์เพราะคงไม่ค่อยมีโอกาสไปไหนไกลๆ หรือขี้นเขาลงห้วย
- ต้องพับรถทุกครั้งที่เอามาขี่ แต่รถ S18 มันต้องหมุนแฮนด์ ปรับคอลงเพื่อให้พับได้ไม่ติดดิสค์เบรค เสียเวลาปรับเข้าออก
- ต้องแบกขึ้นลงชั้น 4 ทุกครั้งที่เอามาขี่ จึงอยากได้รถที่เบากว่านี้
แต่ด้วยงบประมาณและสถานที่เก็บจำกัดจึงต้องขาย S18 ออกไปเพื่อซื้อคันใหม่เข้ามา
ขายรถเก่าเลือกรถใหม่ :
หลังจากขาย S18 ไปแล้วมีรถให้เลือก 2 ตัวเลือกคือ Dr.Hon Mu Uno และ Tern Verge Duo ราคา Tern แพงกว่าเกือบหมื่นบาท Tern ให้อะไหล่ที่ดูดีกว่า แต่สิ่งที่ให้มาเกือบทั้งหมดเป็นสิ่งที่ผมไม่ต้องการ เหตุผลเพราะมันหนัก ของบางอย่างสามารถหาซื้อตัวที่ชอบมาเปลี่ยนแทนได้ Tern ดูแข็งแรงบึกบึน รับน้ำหนักคนขี่ได้เป็นร้อยโลแน่ๆ แต่ผมหนักแค่ 56 โล ก็เลยขี่คันไหนก็ได้ ถ้าซื้อ Tern สิ่งที่ผมต้องเปลี่ยนคือแฮนด์ ปลอกแฮนด์ หลักอาน ยางนอก+ใน Tern มีเกียร์ auto 2 speed มา แต่ผมเฉยๆถึงแม้ว่าคนในนี้บอกว่าขี่สนุก ได้เพิ่มมาอีก 1 เกียร์ แต่แลกกับน้ำหนักที่เพิ่มอีกเกือบ 700 กรัม ผมไม่เอาดีกว่า สุดท้ายผมเลือก Dr.Hon เพราะชอบรูปทรงรถ สีดำด้าน การบริการของตัวแทนนำเข้าที่ขายรถพับเป็นหลัก ไม่เหมือน Probike ที่ขายรถพับ Tern เป็นสินค้ารอง
ได้รถใหม่แล้ว :
ผมซื้อ Dr.Hon Mu Uno จากร้านเบิรด์ไบค์ จริงๆมีอีกหลายร้านที่ขายรุ่นนี้และราคาถูกกว่าร้านเบิร์ดนิดหน่อย แต่ก็เลือกร้านเบิร์ดเพราะมีอะไหล่รถพับเยอะ เผื่อเปลี่ยนใจอยากจะ up เป็น เกียร์ auto จะได้ปรึกษาได้สนิทปากหน่อย ได้รถมาเมื่อ ต.ค.56 รถแกะจากกล่องมาซิงๆ คุณเบิรด์เอารถขึ้นแท่นซ่อม เช็คดูว่าคอแฮนด์มันตั้งมาตรงหรือเปล่า ผมก็ไม่ได้ทดลองขี่ แค่ลองเอามือหมุนล้อหน้า-หลัง ล้อหน้าหมุนคล่องดี แต่ล้อหลังฝึดไม่ฟรีเหมือนรถทั่วไปที่เคยขี่ ถามคุณเบิรด์ว่าปรกติไหม ได้รับคำตอบว่าปรกติ เช็คเสร็จก็เอาขึ้น taxi กลับบ้าน ไม่กล้าขี่ไปขึ้น BTS ใกล้ๆเพราะแถวนั้นถนนแคบ รถเมล์เล็กขาซิ่งวิ่งกันขวัก และรถ coaster brake ด้วย ผมไม่คุ้นเลยไม่อยากเสี่ยง ไปเงอะงะหงายท้องกลางถนนจะเสียของรักเปล่าๆ
พาของรักเข้าบ้าน :
หลังจากแบกรถขึ้นมาห้องชั้น 4 รู้สึกว่ารถมันเบาดี ถ้าเปลี่ยนอะไหล่บางตัวมันน่าจะเบากว่านี้ ยางนอกกับหลักอานต้องกำจัดออกเป็นอันดับแรก ผมถือว่าเรื่องน้ำหนักรถที่เป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับผมมันสอบผ่านแล้ว แบกรถขึ้นมาด้วยหัวใจพองโต เอารถเข้ามาในห้องก็ลองพับเข้า-กางออก ดูว่ามีจุดไหนที่ชิ้นส่วนรถมันเสียดสีกัน ที่เห็นชัดๆคือบริเวณหางหลังด้านเดียวกับขาตั้ง เวลาพับ หัวตัวล็อคแฮนด์มันจะสีกับหางหลัง เพราะเคยเห็นที่ร้าน Navabike สีซะเห็นเนื้ออลูเงาวับ เลยหายางในเก่ามาติดกันไว้ แล้วดูจุดๆอื่นถ้ามีก็หาตัวติดกันกระแทกเป็นฟองน้ำสีดำกลมๆที่ขายตามร้านทุกอย่าง 20 บาทมาติดกันไว้ ราคาถูก ปริมาณเยอะ ใช้ได้ดีทีเดียว
ทดลองขี่ :
คิดว่าอยากจะลองขี่รถสภาพเดิมๆดูก่อนว่าเป็นอย่างไรแล้วค่อย up ทีหลัง เลยยกลงมาขี่ที่หน้าอพาร์ทเมนท์ ขี่ได้ไม่กี่สิบเมตร ทำไมรถมันเสียงดังและฟิลลิ่งการขี่ไม่ได้เรื่อง ผิดกันลิบลับกับ Dahon Formula S18 (คันนั้นผมขี่กลับมาจากร้านนายภณไบค์ แถวหน้ารามฯ 2 มาที่พักเกือบ 20 กม. ขี่ลื่นเบา เงียบ สุดยอดมากๆ) ขี่วนเวียนไปมา ทดลอง coaster brake ทางตรงก็โอเค แต่พอเลี้ยวผมติดฟรีขาถอยหลัง ปรากฎว่าจะล้มไม่รู้กี่หน อารมณ์ตอนนั้นคือเดี๋ยวขึ้นบนห้องเมื่อไรจะเข้าห้องซื้อ-ขาย เจอสะบั้นรักขายทิ้งแน่ และนึกเสียดายรถเก่าว่าไม่น่ารีบขายไปก่อนเลย ทนทู่ซี้ขี่ได้เกือบชั่วโมงก็ยกขึ้นมาบนห้องด้วยอารมณ์สุดบรรยาย ไม่อยากจะแบกมันขี้นมาเลย เหนื่อยกายไม่ว่าแต่เหนื่อยใจนี่ซิ หวังมากก็ผิดหวังมาก ทำมาได้รถฟิลลิ่งอย่างนี้
ทำไมฟิลลิ่งรถมันเป็นอย่างนี้ :
เอารถขึ้นมาบนห้องคิดว่าเสียงดังคงเกิดจากโซ่ เพราะจับดูแล้วโซ่มันแทบไม่มีน้ำมันจับ เอามือรูดดูแทบไม่มีคราบเหนียวติดมือขึ้นมา มันต้องผิดปกติ จัดการจับรถหงายท้อง เอาน้ำมันหยอดโซ่ Parktool CL-1 มาหยอดไป 3 รอบแล้วพับรถเก็บไว้ กะให้น้ำมันมันซืมเคลือบข้อโซ่ได้ที่พรุ่งนี้จะเอาไปแก้ตัวใหม่ ตอนพับรถเข้า-กางรถออกก็รู้สึกว่าทำไมมันฝืดๆ เลยลองหมุนจุดพับต่างๆ ลองเอามือลูบๆทำไมมันแห้งอย่างนี้ หักคอพับมาดูก็แห้งแล้งเหลือเกินไม่มีน้ำมันลื่นๆให้เห็น จารบีที่ทาตามจุดต่างๆก็แห้งเป็นก้อน เทียบกับ S18 มันไม่ใช่อย่างนี้ S18 มันดูเหมือนของสดใหม่ ส่วน Uno มันเหมือนของแห้งเก่าเก็บ จุดไหนเป็นจารบีก็เอาจารบีทา จุดไหนเป็นน้ำมันก็เอาน้ำมัน Superloop หยอด ตอนเช็คจุดพับก็สังเกตเห็นฝุ่นเกาะที่รถ เอานิ้วกรีดดูที่ตัวรถ โหสุดยอด เห็นรอยนิ้วเป็นทางเลย แสดงว่ารถรุ่นนี้ต้องผลิตไว้นานแล้ว เล่นเอาจารบีแห้ง น้ำมันที่เกาะบนโซ่ไม่เหนียวติดมือ แสดงว่ามันต้องไม่ใช่รถในใจของมวลมหาประชาชนผู้รักชาติแน่
ทดลองอีกครั้ง :
วันรุ่งขึ้นหลังจากหยอดโซ่ ผมแบกลงมาจากชั้น 4 เอามาทดลองขี่ ปรากฎเสียงก็ยังดังเหมือนเดิม ฟิลลิ่งการขี่ก็ดีขี้นหน่อยจากน้ำมันหยอดโซ่ เอามาขี่ได้ 15 นาทีก็ทำใจขี่ต่อไม่ได้ แบกขี้นไปเก็บไว้ในห้องเหมือนเดิม น้ำมันหยอดโซ่ก็ใช้ของที่เพื่อนในเวปแนะนำว่าดีนักดีหนามาหยอด แล้วทำไมเสียงมันยังดังและล้อฝืดโคตร ลองเอามือปั่นล้อหลังดู มันหมุนได้แป๊บเดียวแล้วหยุด แป๊บเดียวจริงๆ แป๊บสั้นด้วย ลองเอามือจับโซ่ดู โซ่มันตึงมาก เมื่อก่อนขี่รถ bmx โซ่ไม่ตึงขนาดนี้ จับรถหงายท้อง ขันน็อตที่ยึดล้อแล้วดันล้อเข้าไปหน่อย โซ่ไม่ตึงแล้ว ลองหมุนบันไดดูเสียงก็เบาลง น่าจะเข้าท่า แบกลงไปทดลองขี่ทันที ขี่ไป 10 นาทีก็โออยู่ เสียงเบาลงไปเยอะ ค่อยมีกำลังใจหน่อย แก้ไปได้อีกหนึ่งปัญหา แต่ล้อฝืดนี่มันต้องมีวิธีแก้ เพราะก่อนซื้อเคยไปทดลองขี่ที่ร้าน Navabike ลองยกล้อหลังเอามือหมุนดูมันก็ลื่นไหลดี หรือว่าของเราผิดปกติ แต่ตอนนี้ขอเปลี่ยนโซ่ก่อน และสังเกตได้ว่าที่จานหน้า ฟันจานหน้ามันไม่อยู่ตรงกลางร่องโซ่ ถ้ายืนคร่อมรถมองลงไปมันจะเห็นมันเยื้องไปทางขวา จริงๆมันควรจะอยู่ตรงกลาง พับรถเก็บก่อนค่อยมาว่ากันทีหลัง ปัญหานี่น่าจะแก้ยากเพราะยังไม่รู้วิธีแก้ ความรู้เรื่องรถเราก็แค่หางอึ่ง
เริ่มเปลี่ยนอะไหล่ :
ตอนนี้มีความรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจกับคุณภาพอะไหล่ที่ติดรถ Dr.Hon Mu Uno เห็นเพื่อนในเวปแนะนำให้เปลี่ยนกระโหลกติดรถไปเป็นแบบ titanium เพื่อให้ขี่ลื่นและลดน้ำหนักรถซึ่งเป็นสิ่งที่ผมก็คิดไว้แต่ทีแรก แต่ผมหาซื้อไม่ได้ หาใน ebay ก็ไม่มี สุดท้ายเลยไปได้กระโหลกเหลี่ยมของญี่ปุ่นยี่ห้อ IRD QB75 JIS 68X113 Alloy Cups ราคา 42 USD จาก ebay คิดว่ามันต้องดีกว่าของติดรถแน่นอน น้ำหนักไม่ได้เบาเหมือน titanium ก็ไม่เป็นไร ขอให้ลื่นเงียบก็พอ แล้วไปซื้อโซ่ 8 speed ยี่ห้อ Connex จากร้าน Bike Anyway ราคา 550 บาท
พอได้ของก็เอาไปให้ช่างหนึ่ง ซอยสุขุมวิท 93 เปลี่ยนให้ พอถอดกระโหลกเก่าออกมา แล้วจะนำกระโหลกใหม่ใส่เข้าไป ผมเห็นตัวเลขบนกระโหลกเก่าค่ามันยาวกว่าของใหม่ ช่างหนึ่งลองใช้เครื่องมือวัดปรากฎของใหม่สั้นกว่าของเก่า 5 มม. คือสั้นกว่าข้างละ 2.5 มม. ทำอย่างไรดีละ ช่างหนึ่งแนะผมให้ใช้ของเก่าแล้วขายของใหม่ไป ของเก่าหมุนก็ลื่นดี ผมก็ลังเล แต่ผมบอกช่างหนึ่งไปว่าผมไม่น่าซื้อผิด เพราะเคยเห็นแบบ titanium ที่ร้านค้า online ขายสำหรับรถพับ Dahon มันก็ความยาวเท่านี้ ผมบอกช่างหนึ่งว่าผมซื้อของมาแล้ว เงินจ่ายไปแล้ว ไม่คิดจะขายออกไป ถ้าลองแล้วไม่ได้ค่อยขายทีหลัง และอีกอย่างผมสังเกตว่าโซ่มันเยื้อง ช่างหนึ่งถามว่าเยื้องเข้าในหรือออกด้านนอก ผมบอกว่าออกด้านนอก เขาบอกถ้าอย่างนั้นลองได้ ก็ใส่กระโหลกใหม่ที่ขาสั้นกว่าข้างละ 2.5 มม.เข้าไป ใส่โซ่ใหม่แทนของติดรถ ใส่เสร็จก็ดูว่าโซ่เยื้องหรือเปล่า ปรากฎว่าโซ่ไม่เยื้อง ฟันจานหน้าอยู่กลางร่องโซ่พอดี ผมลองเอาไปปั่นแถวร้านช่างหนึ่ง แค่เหยียบบันไดปั่นได้ 3-4 รอบขาก็รู้แล้วว่ามันดีกว่าของเดิมคนละเรื่อง กระโหลกใหม่ลื่นแน่นไม่โหวงเหมือนของเก่า โซ่ก็ลื่นทั้งๆที่ไม่ได้หยอดน้ำมัน แกะจากกล่องก็ใส่เลย แต่อาการล้อฝืดก็ยังเป็นอยู่ ถามช่างหนึ่งก็ว่าเป็นอาการปกติของรถ coaster brake ไม่เป็นไรค่อยๆหาทางแก้วันหลังก็ได้ วันนั้นปั่นกลับบ้านด้วยอารมณ์เบิกบาน ผมแก้ปัญหาเรื่องเสียงดัง โซ่เยื้อง และรถขี่ได้ลื่นขึ้น
แก้อาการล้อหลังฝืด :
เมื่อตอนรุ่นๆผมเคยมีจักรยาน bmx เคยถอดล้อหลังมาปะยาง แล้วไปหมุนอีท่าไหนไม่รู้ ใส่กลับเข้าไปปรากฎว่าล้อมันฝืด ลองคลายน๊อตที่ยืดแกนล้อออกก็แก้ปัญหาได้ คราวนี้ก็น่าจะหลักการเดียวกัน เพราะตอนเอามือหมุนล้อได้ยินเสียงเบาๆจากในดุมเหมือนลูกปืนมันถูกกดแน่นดังกึกๆ ลองถอดล้อแล้วคลายเกลียวน็อตที่แกนล้อด้านฝั่งขาตั้ง คลายแล้วยังไม่ใส่กลับเข้าไป ลองเอามือถือแกนแล้วหมุนล้อดู มันหมุนได้ฟรีกว่าเดิมมากเลย หมุนแล้วค่อยๆหยุด คงมาถูกทางแล้ว ลองใส่กลับเข้าไปแล้วแบกลงชั้น 4 ไปทดลองขี่ ผลคือมันลื่นไหลดีมาก แต่ตอนเบรคก็ต้องใช้ระยะเหยียบบันไดนานขึ้นกว่าล้อจะล็อค (เคยอ่านเจอในอินเตอร์เน็ต ถ้าล้อยิ่งฟรีมากเวลาเหยียบบันไดต้องใช้ระยะนานขึ้นกว่าล้อจะล็อค ซึ่งเป็นอันตรายมากเพราะรถจะหยุดไม่ทัน) ลองเอามือโยกล้อดู มีความรู้สึกล้อไม่แน่น มีคลอนกึกๆนิดๆ แสดงว่าผมคลายเกลียวมากเกินไป ไม่เป็นไรหมุนเกลียวเข้าไปน่าจะแก้ปัญหาได้ แบกขึ้นมาบนห้องมาแก้เลย หมุนเกลียวเข้าไปนิดเดียว ใส่ล้อกลับเข้าไปแล้วลองโยกดู มันไม่คลอนแล้วและล้อยังฟรีได้ดีในระดับที่น่าพอใจอยู่ เท่ากับตอนนี้ผมแก้ปัญหาล้อฝืดได้แล้ว
เสียงก๊อกแก๊กในดุมเบรค :
ตั้งแต่ซื้อมา เวลาขี่มันจะมีเสียงดังก๊อกแก๊กเบาๆในดุมเบรค ลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ในดุมมันจะประกอบด้วยชิ้นส่วนเป็นสิบชิ้น เป็นกลไกที่ดูไม่ซับซ้อน เคยอ่านเจอว่าเสียงดังนี้จะหายไปถ้าอัดจารบีเข้าไปในดุม เข้าใจว่าคงใช้จารบีเป็นตัวกันกระแทกระหว่างชิ้นส่วนในดุม แต่ผมไม่มีเครื่องมือถอดก็เลยปล่อยไปก่อน มีเวลาค่อยเอาไปให้ผู้รู้อัดจารบีให้ ของเดิมตอนนี้ก็ไม่ขี้เหร่เท่าไร ยังใช้ได้
เสียงเอี๊ยดอ๊าดบริเวณรัดหลักอาน :
ประสบการณ์จากรถพับคันก่อน ที่ตัวรถจะมีท่อให้เสียบหลักอาน ในท่อจะมีปลอกโลหะบางๆสีเงินอีกชั้น เวลาสอดท่อหลักอานลงไปแล้วรัดหลักอาน พอใช้ไปนานๆ ปลอกโลหะกับขอบท่อหลักอานมันสีกันจะทำให้ท่อหลักอานเป็นรอย ยิ่งนานยิ่งเยิน เพื่อแก้ปัญหานี้จึงต้องเปลี่ยนปลอกหลักอานจากโลหะเป็นพลาสติกของ Litepro ซึ่งเรียกว่าปลอกกันรอย ปัญหาที่คนส่วนใหญ่เจอคือมันจะรัดไม่อยู่ มันชอบรูดลงมา ยิ่งคนขี่ตัวหนักเท่าไรก็มีโอกาสรูดลงมามากเท่านั้น แม้กระทั่งผมน้ำหนักตัวไม่มากแค่ 56 กก. มันก็ยังรูดลงมานิดๆ ทั้งที่ก็รัดแน่นพอสมควร
หลังจากหาสาเหตุท่อหลักอานรูดพบแล้วก็แก้โดยเอากระดาษทรายหยาบๆรูดข้างในปลอกกันรอยเพื่อเพิ่มความฝืดในการยึดเกาะ และใช้เทปพันสายไฟพันรอบปลอกกันรอยเพื่อเพิ่มความหนาให้ปลอก พันแค่รอบเดียว แล้วลองเอาท่อนั่งเสียบดูว่าฟิตแน่นพอดีหรือไม่ ถ้าฟิตแน่นพอดีก็ถือว่าใช้ได้ หลังพันเทปที่ปลอกและเอาไปขี่ทดสอบว่ารูดหรือไม่ ปรากฎว่าไม่รูดแต่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญมาแทน ทีแรกคิดว่าเป็นที่ขันน็อตยึดอานไม่แน่น ปรากฎว่าไม่ใช่ คิดว่าเสียงมาจากที่ดุมก็ไม่ใช่อีก ลองเอาหลักอานออกแล้วลองขี่ ปรากฎว่าเสียงหายไป สาเหตุน่าจะมากจากปลอกกันรอยไม่ฟิตพอ ถอดออกมาแล้วเอาเทปพันสายไฟติดตามแนวยาวท่อเพิ่มอีก 2 แถว ใส่กลับเข้าไปจะฟิตมากหน่อยแต่ก็ใส่ท่อหลักอานเข้าและดึงออกได้ไม่ยาก หมุนๆท่อหลักอานช่วยก็ใส่เข้าดึงออกได้ ตอนกดตัวรัดหลักอานก็ไม่ต้องรัดแน่นมาก แค่พอตึงมือก็พอ เอาไปลองขี่ปรากฎว่าเสียงที่รบกวนหายไป จัดการไปได้อีกหนึ่งปัญหา
เสียงโลหะสีกันที่รอยพับกลางเฟรม :
เชื่อว่าผู้ที่ใช้รถรุ่นนี้ส่วนใหญ่คงจะได้ยินเสียงโลหะสีกันที่รอยพับกลางเฟรม ยิ่งผู้ขี่ที่น้ำหนักตัวมากคงได้ยินเสียงดังชัดกว่าผู้ขี่น้ำหนักตัวน้อย รถของผมก็มีอาการนี้เหมือนกัน ถ้าเข็นรถจะไม่ได้ยินเสียง แต่พอมีน้ำหนักขึ้นไปขย่มเสียงจะมาทันที ขย่มเบาก็เสียงเบา ขย่มแรงก็เสียงดังชัดขึ้น ลองดูที่จุดพับคิดว่ารอยต่อมันไม่เสมอกัน ถ้าเทียบกับ Dahon Formula S18 ระบบพับไม่เหมือนกัน S18 เงียบมากไม่มีเสียงเลย ลองเอายางในจักรยานมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ 2 ชิ้นติดกาวสองหน้า (เป็นกาวสองหน้าแบบบางและเหนียวพิเศษ หาซื้อได้ที่แผนกเครื่องเขียนห้างเดอะมอลล์ ม้วนสีฟ้า ราคาม้วนละ 30 กว่าบาท) แปะบริเวณที่มันสีกัน ลองเอาไปขี่ ปรากฎว่าเสียงหายไป ผมก็เลยใช้วิธีเดียวกันติดที่คอพับเพื่อลดการเสียดสีระหว่างโลหะกับโลหะ
รถขี่ช้าไม่ทันใจ :
ปัญหาที่ผมเจอมาตั้งแต่ทีแรกคือรถขี่ได้ช้าไม่ทันใจ ตาม spec ของรถ จานหน้า 52T เฟืองหลัง 18T ขี่แล้วมันโหวงๆเบาขา แถมรถก็ไม่ค่อยวิ่ง ถ้าต้องการความเร็วก็ต้องออกแรงซอยถี่ๆซึ่งไม่ใช่รอบขาที่ผมเคยขี่ปกติ มี 2 วิธีคือถ้าไม่เปลี่ยนจานหน้าก็ต้องเปลี่ยนเฟืองหลัง จานหน้าผมสั่งซื้อบังโซ่ DriveLine 52T มาแล้ว กะมาเปลี่ยนแทนของติดรถ ของติดรถดูแล้วไม่ชอบ เห็นแล้วไม่โดน ถ้าเปลี่ยนจานหน้าก็คงเสียหายมากเพราะต้องขายจานบังโซ่ขาดทุนอีก เปลี่ยนเฟื่องหลังน่าจะดีกว่า หาซื้อในร้าน online ไม่ได้ก็เลยต้องสั่งซื้อจาก ebay เป็นของ Sturmey Archer 16T หนา 3/32 ฝากเพื่อนในบอร์ดนี้ซื้อให้จาก ebay ราคา 4.13 USD ได้มาก็เปลี่ยนไม่เป็น เคยเห็นใน youtube ว่าใช้ไขควงแงะที่ร่องแล้วดันห่วงสปริงให้หลุดก็จะดึงเฟืองหลังออกมาได้ง่าย นัดช่างตี๋แถวบ้านก็คิวไม่ว่าง กว่าจะว่างก็วันจันทร์หน้า ใจมันร้อนอยากลองของใหม่ สุดท้ายลองหาดูใน youtube แล้วลองทำเอง ใช้เวลา 2-3 นาทีก็ถอดเฟืองเก่าออกแล้วใส่เฟืองใหม่กลับเข้าไป ตอนนี้ติดตั้งเฟือง 16T ได้สมใจที่รอคอยมานาน
ทดลองขี่ครั้งสุดท้าย :
หลังจากเปลี่ยนเฟืองหลังจาก 18T เป็น 16T แบกรถลงไปทดลองขี่ ผลปรากฎเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง รถทำความเร็วได้ดี เวลาเหยียบบันไดถอยหลังเพื่อเบรคก็ใช้ช่วงสั้นกว่า ฟิลลิ่งการขี่ดี ขี่แล้วตึงขานิดๆไม่เบาโหวงเหวง ออกตัวก็ไม่เลว แต่ 18T ออกตัวได้เบากว่า 18T เหมาะสำหรับขี่ในเมือง ขี่ๆหยุดๆ ขี้นสะพานก็สบาย แต่ 16T ขี่ทางเรียบดีกว่าแน่นอน ยังไม่เคยพาไปขึ้นสะพานข้ามแยก สำหรับขาไม่แรงไม่อ่อนอย่างผม พอใจกับจานหน้า 52T และเฟืองหลัง 16T ขี่ได้ 15 นาทีก็รู้แล้วว่าปรับเปลี่ยนอะไหล่รถได้ตรงตามที่ต้องการแล้ว คงไม่ up อะไรอีก น้ำหนักรถหลังเปลี่ยนอะไหล่ก็ไม่หนักมาก แบกขึ้นลงได้สบายๆ แล้วก็แบกรถขึ้นชั้น 4 อย่างมีความสุข
การพับ :
รถพับได้สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องปรับคอแฮนด์ขี้นลง ไม่ต้องหมุนแฮนด์ แค่พับคอลง ลดหลักอาน เตะขาตั้งขึ้น ปลดจุดพับกลางรถก็พับได้แล้ว พวกของติดบนแฮนด์ ไมล์บนคอแฮนด์ ไม่ต้องทำอะไรปล่อยให้มันอยู่อย่างนั้น พับคอลงมาก็ไม่ติดอะไร พับได้ดีและง่ายมาก ส่วนเบรคคงติดไว้ตลอดกันเหนียว และอีกอย่างมันก็ไม่ได้เกะกะหรือเป็นอุปสรรคต่อการพับ
ไมล์รวน :
เรื่องติดไมล์กับรถพับ Dr.Hon Mu Uno เคยมีเพื่อนสมาชิกบางท่านบอกว่าติดได้ บางท่านบอกว่าไม่ได้ เพราะดูระยะระหว่างตัว sensor กับตัวไมล์มันห่างกันมากพอสมควร เทียบกับระยะห่างมากสุดที่คู่มือไมล์บอกไว้ก็มีโอกาสเกิน ไมล์ที่ผมใช้เป็น Cateye Micro Wirless ใช้กับรถพับคันเดิม Dahon Formula S18 ได้ไม่มีปัญหา เหตุผลที่ได้เพราะคอแฮนด์ปรับไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับคอแฮนด์ของ Dr.Hon Mu Uno ที่ปรับไม่ได้และมีความสูงพอสมควร (ผมคิดว่าคอแฮนด์สูงๆอย่างนี้น่าจะเหมาะสำหรับผู้ขี่ที่มีความสูง 170 ซม.ขึ้นไป)
หลังจากติดตั้งไมล์บนแฮนด์แล้วนำรถไปปั่น ผลที่ได้คือตัวเลขที่บอกความเร็วกม/ชั่วโมง มันเพี้ยน ตัวเลขวิ่งขึ้นลงมั่วไปหมด เปลี่ยนถ่านใหม่หมดทั้งที่ตัวไมล์และตัว sensor ก็ไม่หาย จึงคิดว่าน่าจะมาจากระยะห่างระหว่างไมล์กับ sensor มากเกินไป วิธีแก้คือไปซื้อ adapter ที่ใช้ติดพวกอุปกรณ์เพิ่มบนแฮนด์มาติดบนท่อแฮนด์แทน ผมติดใกล้ๆจุดพับคอแฮนด์เพื่อหลบสูบมือ นำไปทดลองขี่ปรากฎว่าตัวเลขความเร็วกม/ชั่วโมงไม่เพี้ยนแล้ว adapter ราคา 120 บาท บรรจุในถุงสีดำไม่มียี่ห้อ ผมซื้อมาจากตลาดนัดจักรยาน ร้านนั้นขายทั้งอุปกรณ์จักรยานและสินค้า outdoor พวกเต้นท์ ช้อนสนาม หมอนลม ถุงนอน เมื่อติดตั้งแล้วการพับรถก็ไม่มีปัญหาเพราะไมล์มันจะไปอยู่ในช่องว่าง ไม่ชนกับตัวถังหรือล้อ ผ่านไปอีกหนึ่งปัญหา
สรุปอะไหล่ที่เปลี่ยน :
อะไหล่ที่เปลี่ยนมีทั้งที่ซื้อมาใหม่และเอาของเดิมมาใช้ เหตุผลในการเปลี่ยนมีทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรถ ลดน้ำหนักรถ และเพื่อความสวยงาม ไม่ได้เน้นว่าต้องประสิทธิภาพสูงสุด เบาสุดๆ ที่ไม่ทำเพราะต้องใช้ทุนทรัพย์มาก ซึ่งเกินงบประมาณที่ผมวางไว้ รายการอะไหล่ที่เปลี่ยนมี
1) แฮนด์ Litepro Spirit ราคา 750.- (เบากว่าของติดรถแบบรู้สึกได้)
2) เบาะ Fizik Tundra 2 ราคา 2650.- (น้ำหนักเบา เข้ากับก้น นั่งแล้วรู้สึกดีกว่าของติดรถ ถ้าอานหนานั่งนานๆจะเมื่อยก้นมาก)
3) หลักอานอลู Litepro ราคา 1300.- (น้ำหนักเบากว่าของติดรถพอสมควร)
4) ยางนอก Panaracer Minits Lite PT 2 เส้น ราคา @ 1050 บาท (ขี่เบาลื่น น้ำหนักเบา ถอดใส่ง่าย)
5) ยางใน Schawabe 2 เส้น ราคา @ 150 บาท
6) บันไดพับได้ MKS-FD7 ราคา 1300 บาท (น้ำหนักมากไปหน่อย แต่ปั่นลื่น เหยียบได้เต็มเท้า)
7) ขาตั้ง ราคา 200 บาท (ของเดิมขาตั้งมันหดไม่ได้ พอเปลี่ยนยางเล็กตั้งแล้วรถจะล้มเลยต้องเปลี่ยน)
8) กระโหลกเหลี่ยมญี่ปุ่น IRD QB75 JIS 68X113 Alloy Cups ราคา 42 USD (ลื่นแบบแน่นๆ)
9) บังโซ่ DriveLine 52T ราคา 24 USD (เพื่อความสวยงาม ดูดีมีชาติตระกูล)
10) จานหน้า NOS SR SAKAE PLATINUM 52T ROAD ราคา 75 USD (ไม่ชอบของเดิม ตัวเลือกน้อยก็เลยได้ตัวนี้มา)
11) เฟืองหลัง 16T ราคา 4.13 USD (เปลี่ยนแล้วรถวิ่งได้ไวขึ้น)
12) ปลอกกันรอย Litepro ราคา 200 บาท
13) ปลอกแฮนด์ ODI รุ่น Rogue ราคา 600 บาท (หนึบดี น้ำหนักเบา ไม่หมุนตามมือเหมือนของติดรถ)
14) โซ่ Connex 8 speed ราคา 550 บาท (ลื่นสวยกว่าของติดรถ)
15) Adapter พลาสติกสีดำ ราคา 120 บาท (ใช้สำหรับติดตั้งไมล์)
ที่เขียนมาทั้งหมด ถ้ามีข้อผิดพลาดประการใดผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
ขอบคุณทุกท่านที่อดทนอ่านจนจบครับ
- ไฟล์แนบ
-
- 01_IMG_0130_compress.jpg (86.25 KiB) เข้าดูแล้ว 3295 ครั้ง
-
- 02_IMG_0122_compress.jpg (89.31 KiB) เข้าดูแล้ว 3295 ครั้ง
-
- 03_IMG_0125_compress.jpg (85.01 KiB) เข้าดูแล้ว 3295 ครั้ง
-
- 05_IMG_0132_compress.jpg (87.8 KiB) เข้าดูแล้ว 3295 ครั้ง
-
- IMG_0135_compress.jpg (86.9 KiB) เข้าดูแล้ว 3039 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย บรรศักดิ์ เมื่อ 21 ธ.ค. 2013, 12:18, แก้ไขแล้ว 9 ครั้ง
ขี่จนกว่าจะหมดแรง
- น้องหนึ่ง
- ขาประจำ
- โพสต์: 10662
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 04:07
- Tel: 0891441866
- ตำแหน่ง: http://www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
- ติดต่อ:
Re: ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ
ร้านจักรยานฝีมือดี มาดึกๆได้
www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
www.facebook.com/HomeMadeBicycle
www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
www.facebook.com/HomeMadeBicycle
- Pisit sirichote
- ขาประจำ
- โพสต์: 4206
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 พ.ย. 2011, 09:28
- Tel: 085 534 1078
- team: ไม่มี
- Bike: Trek 930 , Da Bike USA , Giant morph , Dahon Mu P24 , KHS F20t3f
- ตำแหน่ง: เดอะนอร์ทเทิร์นทาร์วรังสิต
Re: ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
ประสบการณ์ที่น่าอ่านมากครับ กว่าจะได้ตามใจที่ต้องการต้องเหนื่อยทั้งใจและกาย ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อปรับปรุงอีกส่วนหนึ่ง ที่ได้มาคือความรู้และอดทนครับ
ยินดีที่ผ่านมาใด้ครับ
ยินดีที่ผ่านมาใด้ครับ
- poporing
- สมาชิก
- โพสต์: 85
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 18:55
- Bike: “•DAHON๛P20•”
Re: ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
- โฟล์กฟาร์ม
- ขาประจำ
- โพสต์: 8209
- ลงทะเบียนเมื่อ: 31 มี.ค. 2010, 20:48
- Tel: 096-8488820
- team: ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกับรถเล็ก
- Bike: จักรยานเก่า
Re: ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
อยู่ที่เรียนรู้จริง ๆ ครับ 
DAHON CLASSIC https://www.facebook.com/groups/161405560883997/
Smile bike on the way https://www.facebook.com/pages/Smile-Bi ... ef=tn_tnmn
Smile bike on the way https://www.facebook.com/pages/Smile-Bi ... ef=tn_tnmn
- Tdor_01
- สมาชิก
- โพสต์: 70
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2013, 22:05
- Bike: Merida Crossway 300D
Re: ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
เขียนได้ดียิ่ง
-
Bluewhite
- ขาประจำ
- โพสต์: 935
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2013, 06:37
- Tel: 0901091199
- Bike: Dr. Hon Mu Uno JAVA X1 AUTO
Re: ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
เยี่ยมครับ เห็นภาพเลย สำหรับผมพอใจมาก คันนี้ขี่บ่อยกว่าคันอื่น จอดที่ไหนไม่เหงามีเข้ามาคุยตลอด ยังอยากจะมีซ้ำอีกคันเลยครับ
- -=pub=-
- ขาประจำ
- โพสต์: 289
- ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ก.ย. 2008, 07:17
- team: สวนรมฯ
- Bike: Bianchi FG lite, MINI JAVA, DAHON Speed Falco
- ตำแหน่ง: กทม
- Ryan_c
- ขาประจำ
- โพสต์: 1493
- ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2012, 00:44
- Tel: 0844336025
- team: Novice Team
- Bike: , Darkrock DR1 Reynolds 520 Deore 10 SPD, Dahon Boardwalk D7 2017 Tiagra 10 SPD
Re: ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
เป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังมองรถคันนี้มากครับ ขอบคุณครับ
-------------------------------------------
It doesn't matter how "far" you can ride a bike.
Just make it "fun" ride
It doesn't matter how "far" you can ride a bike.
Just make it "fun" ride
- nond9972
- ขาประจำ
- โพสต์: 873
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 พ.ย. 2012, 13:10
- Tel: 0942653514
- team: Turtle Cycling Club Thailand / SoitanBKK
- Bike: Kaze Race Ronin-ER
- ตำแหน่ง: facebook : nond9972
- ติดต่อ:
Re: ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
ขอบคุณที่แบ่งปันประสบการณ์ครับผม 
>>เรื่องปั่นเรามักท้อ เรื่องแต่ง(รถ)หล่อเราไม่เคยพอ<<
- toop
- ขาประจำ
- โพสต์: 7396
- ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ก.ค. 2012, 22:34
- team: คสลช. / ชมรมจักรยานพับได้
- Bike: จักรยานพับ
Re: ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
ขอบคุณครับ ไม่ทนอ่านจนจบหรอกครับ แต่อยากอ่านจนจบมากกว่าครับ เป็นความรู้และประสบการณ์ที่ดีครับ

-
johndeere
- ขาประจำ
- โพสต์: 249
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ธ.ค. 2013, 16:57
- team: pantip bike
- Bike: Dr.Hon mu uno
Re: ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
อ่านแล้วชอบมาก เขียนได้ดีเลยครับ
ยินดีด้วยที่เป็น สาวก mu uno เหมือนกัน
เจอกันทักได้นะครับ จบจากสำนัก Birdbike
น้อง Shinobi ของผม mu duo 451
ยินดีด้วยที่เป็น สาวก mu uno เหมือนกัน
เจอกันทักได้นะครับ จบจากสำนัก Birdbike
น้อง Shinobi ของผม mu duo 451
- ไฟล์แนบ
-
- 1488079_199295146922964_422504836_n.1.jpg (96.02 KiB) เข้าดูแล้ว 3160 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย johndeere เมื่อ 19 ธ.ค. 2013, 18:55, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- col_sun
- ขาประจำ
- โพสต์: 443
- ลงทะเบียนเมื่อ: 20 พ.ย. 2008, 13:30
- Bike: Vintage Cannondale 3.0 SR600 / Dr.Hon Mu Uno / Brompton M3E * S2L * M6R / Bickerton Mk1 * Mk2 * Mk3 * Country / and a Custom Fixed
- ตำแหน่ง: รู้อะไรไม่สู้รู้จักกัน
Re: ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
ขอบคุณสำหรับการถ่ายทอดประสบการณ์ครับ




- setasenpai
- สมาชิก
- โพสต์: 40
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ก.พ. 2013, 12:10
- Bike: Dahon Rapid P9
Re: ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
เขียนบรรยายประสบการณ์ได้ดีมากเลยครับ ขอแชร์ประสบการณ์บ้างนะครับ
ส่วนผมเองมีอยู่คันนึง สงสัยว่าจะโชคดี ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร (มั้ง)
ยกเว้น ผมเป็นคนตัวหนัก ตอนซื้อหนักเกือบเท่า Max ที่รถจะรับได้ เลยทำให้มีเสียงที่จุดพับกลางอย่างรุนแรงตั้งแต่วันแรกที่ใช้
ยกไปให้ที่ร้านแก้ ก็แก้ได้ แต่ไม่นาน 2 - 3 วันเสียงก็จะมาเยือนอีก ใช้มาเรื่อยๆ ปั่นคนเดียวก็ไม่เท่าไหร่ จนกระทั่งไปออกทริป
มีคนทักว่าเสียงเหมือนรถมันจะแยกร่างออกจากกัน ทนไม่ไหวเลยต้องมาหาวิธีปรับความตึงจุดพับกลาง โดยการขันน๊อตด้านนอกให้แน่น
แต่คลายน๊อตล๊อคด้านในไม่ให้แน่นเกินไป (อาจจะใช้ไม่ได้กับคนอื่นนะครับ) ทำจนมันเงียบไป ขี่บ่อยๆ เดี๋ยวเสียงก็มาเยือนอีก ก็ปรับแต่งอีก
ส่วนดุมมันฝืดแรกๆ หลังๆ พอพ้น 400 โล ก็สบายๆ ลื่นๆ เสียงในดุมก็มีครับ เหมือนเป็นปกติของ coaster จนเปลี่ยนเป็น Sram Auto
ได้ speed ปลายที่ดีมา (แรกๆ ปั่นตามกลุ่มไม่ทัน) แต่ก็แลกกับประสบการณ์การขึ้นสะพานที่เลวร้ายกว่าเดิม
เพราะถ้ารีบขึ้นแรงที่ส่งหาดุมจะทำให้ดุมเหวี่ยงไวขึ้นและเปลี่ยนเกียร์หนักให้ จะรีบขึ้นไวๆ ให้มันพ้นๆ เหมือนตอนเป็น Single Speed ไม่ได้แล้ว ต้องค่อยเป็นค่อยไปแทน
อยากเปลี่ยนท่า เลยเปลี่ยน BullHorn LitePro รู้สึกว่าขี่มันขึ้นเยอะ แต่พอขี่ไปๆ มาๆ ชักจะปวดหลัง ??? ตอนรถเดิมๆ (ยังไม่ใส่ Sram Auto) ไม่เคยเป็น
เลยสงสัยว่าเกิดจากอะไร ขี่หมอบก้มกว่านี้ก็ไม่ปวด ยังหาไม่เจอว่าสาเหตุมาจากไหน หรือเกียร์หลังมันหนักไป
เรื่องยาง เนื่องจากความอยากลองส่วนบุคคล เลยถอย Big Apple 20 x 2.0 มาลองเพราะได้ยินว่ามันนุ่ม และช่วงนั้นเข็ดกะล้อบางๆ เข้า line ผิดมีเทกระจาด
เปลี่ยนจาก 20 x 1.75 ติดรถ ผลที่ได้คือนุ่มขึ้น ฝืดขึ้นนืดหน่อย แต่มันใจขึ้นมาก หลังจากเอาไปแหกแถวถนนราชดำเนินไปรอบนึง ตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ
จุดที่ล้มมันค่อนข้างมืด มองไม่เห็นหลุมขนาดใหญ่แบบที่ล้อลงไปแล้วติดพอดี ปีนกลับขึ้นมาไม่ได้ พอลงปุ๊ป คว่ำตามระเบียบ รถทับใส่อีก
บางครั้งการที่เราล้มมันเป็นการช่วยให้เรา sync กับรถได้มากขึ้น เหมือนจะรู้นิสัยใจคอกันได้มากขึ้น (เกี่ยวไหมนะ
) หลังจากนั้นไม่ล้มอีกเลย แค่เฉียดๆ
แต่ปัจจุบัน เกียร์หนักของ Sram Auto ก็ทำให้ผมอยากจะเปลี่ยนยางบางๆ ซัก 20 x 1.25 จริงๆ
ส่วนหลักอาน นี่รูดเป็นประจำ จนมีฝุ่นสีดำติดตรงท่อ ขี่แล้วพอเช็คดูจะลดลงมาประมาณครึ่งนิ้ว ต้องหมั่นดูบ่อยๆ จะลองเอาเทคนิคของพี่บรรศักดิ์ ไปลองปรับดูครับ
ส่วนผมเองมีอยู่คันนึง สงสัยว่าจะโชคดี ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร (มั้ง)
ยกเว้น ผมเป็นคนตัวหนัก ตอนซื้อหนักเกือบเท่า Max ที่รถจะรับได้ เลยทำให้มีเสียงที่จุดพับกลางอย่างรุนแรงตั้งแต่วันแรกที่ใช้
ยกไปให้ที่ร้านแก้ ก็แก้ได้ แต่ไม่นาน 2 - 3 วันเสียงก็จะมาเยือนอีก ใช้มาเรื่อยๆ ปั่นคนเดียวก็ไม่เท่าไหร่ จนกระทั่งไปออกทริป
มีคนทักว่าเสียงเหมือนรถมันจะแยกร่างออกจากกัน ทนไม่ไหวเลยต้องมาหาวิธีปรับความตึงจุดพับกลาง โดยการขันน๊อตด้านนอกให้แน่น
แต่คลายน๊อตล๊อคด้านในไม่ให้แน่นเกินไป (อาจจะใช้ไม่ได้กับคนอื่นนะครับ) ทำจนมันเงียบไป ขี่บ่อยๆ เดี๋ยวเสียงก็มาเยือนอีก ก็ปรับแต่งอีก
ส่วนดุมมันฝืดแรกๆ หลังๆ พอพ้น 400 โล ก็สบายๆ ลื่นๆ เสียงในดุมก็มีครับ เหมือนเป็นปกติของ coaster จนเปลี่ยนเป็น Sram Auto
ได้ speed ปลายที่ดีมา (แรกๆ ปั่นตามกลุ่มไม่ทัน) แต่ก็แลกกับประสบการณ์การขึ้นสะพานที่เลวร้ายกว่าเดิม
เพราะถ้ารีบขึ้นแรงที่ส่งหาดุมจะทำให้ดุมเหวี่ยงไวขึ้นและเปลี่ยนเกียร์หนักให้ จะรีบขึ้นไวๆ ให้มันพ้นๆ เหมือนตอนเป็น Single Speed ไม่ได้แล้ว ต้องค่อยเป็นค่อยไปแทน
อยากเปลี่ยนท่า เลยเปลี่ยน BullHorn LitePro รู้สึกว่าขี่มันขึ้นเยอะ แต่พอขี่ไปๆ มาๆ ชักจะปวดหลัง ??? ตอนรถเดิมๆ (ยังไม่ใส่ Sram Auto) ไม่เคยเป็น
เลยสงสัยว่าเกิดจากอะไร ขี่หมอบก้มกว่านี้ก็ไม่ปวด ยังหาไม่เจอว่าสาเหตุมาจากไหน หรือเกียร์หลังมันหนักไป
เรื่องยาง เนื่องจากความอยากลองส่วนบุคคล เลยถอย Big Apple 20 x 2.0 มาลองเพราะได้ยินว่ามันนุ่ม และช่วงนั้นเข็ดกะล้อบางๆ เข้า line ผิดมีเทกระจาด
เปลี่ยนจาก 20 x 1.75 ติดรถ ผลที่ได้คือนุ่มขึ้น ฝืดขึ้นนืดหน่อย แต่มันใจขึ้นมาก หลังจากเอาไปแหกแถวถนนราชดำเนินไปรอบนึง ตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ
จุดที่ล้มมันค่อนข้างมืด มองไม่เห็นหลุมขนาดใหญ่แบบที่ล้อลงไปแล้วติดพอดี ปีนกลับขึ้นมาไม่ได้ พอลงปุ๊ป คว่ำตามระเบียบ รถทับใส่อีก
บางครั้งการที่เราล้มมันเป็นการช่วยให้เรา sync กับรถได้มากขึ้น เหมือนจะรู้นิสัยใจคอกันได้มากขึ้น (เกี่ยวไหมนะ
แต่ปัจจุบัน เกียร์หนักของ Sram Auto ก็ทำให้ผมอยากจะเปลี่ยนยางบางๆ ซัก 20 x 1.25 จริงๆ
ส่วนหลักอาน นี่รูดเป็นประจำ จนมีฝุ่นสีดำติดตรงท่อ ขี่แล้วพอเช็คดูจะลดลงมาประมาณครึ่งนิ้ว ต้องหมั่นดูบ่อยๆ จะลองเอาเทคนิคของพี่บรรศักดิ์ ไปลองปรับดูครับ
-
johndeere
- ขาประจำ
- โพสต์: 249
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ธ.ค. 2013, 16:57
- team: pantip bike
- Bike: Dr.Hon mu uno
Re: ประสบการณ์กับ Dr.Hon Mu Uno
ขอผมใส่ bullhorn ดันปวดคอ งะsetasenpai เขียน:
อยากเปลี่ยนท่า เลยเปลี่ยน BullHorn LitePro รู้สึกว่าขี่มันขึ้นเยอะ แต่พอขี่ไปๆ มาๆ ชักจะปวดหลัง ???
บางครั้งการที่เราล้มมันเป็นการช่วยให้เรา sync กับรถได้มากขึ้น เหมือนจะรู้นิสัยใจคอกันได้มากขึ้น (เกี่ยวไหมนะ) หลังจากนั้นไม่ล้มอีกเลย แค่เฉียดๆ
เบรคหน้าก็ไม่ใส่ ปั่นเร็วๆ เฉียดล้ม มาหลายดอก
มีดอกนึงนึกว่าไปสะแระ ดึงถอยหลังเต็มๆ รถสคิดไป 45องศาได้ โชคดีไม่ล้มหรือชน
แต่เพราะความ เท่ห์ ก็เลยไม่ใส่เบรคหน้า ไปขี่ตามทริปกลางคืน คนจะมาดูรถและถามเรื่อยๆ