
แนะนำนักแสดงก่อนครับ ชื่อที่เห็นเป็นชื่อจริง ตัวจริงเป็นๆ ถึงแม้ว่าอาจจะดูขัดใจไปบ้าง นั่นเพราะว่า พวกเรา "เป็นลูกครึ่ง" ทุกคน

"ชาร์ล" พี่ใหญ่ ใจสะออน มีความเป็นผู้นำสูง (นำไปแต่เรื่องไร้สาระ

"พอล" พี่รอง สุขุม นุ่มลึก น่าเกรงขาม ... นั่นคือที่คิดไว้เมื่อตอนพบกันครั้งแรก หลังจากนั้น..แทบจะไม่ต่างจากคนข้างบน เผลอๆ มากกว่าซะอีก ...Last Hill
คือข้อพิสูจน์

"พิช" ขาแรงประจำกลุ่ม ท่าไม่สวย แรงเป็นพอ อย่าเผลอ เพราะแค่กระพริบตา เค้าจะแซงคุณไปอย่างรวดเร็ว แล้วไปเป็นตะคริวอยู่ตรงแยกหน้า

"ที" คนเล่าเรื่อง น้องเล็กสุด หน้าตาดีสุด นิสัยดีสุด เป็นขวัญใจของสาวแก่ แม่ม่าย และทุกเพศทุกวัย

"ไปปั่นที่เชียงคานกันมั๊ย"
ไม่น่าเชื่อ แค่ประโยคนี้ประโยคเดียวของพี่พอล เสือเจ้าถิ่นจากภูเรือจะกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของทริปสุดมันส์ สุดฮา มหาโหด ที่มีครบทุกรส ทั้งสนุก สุขสันต์ หัวเราะตะโกนคุยกันทีป่าแทบแตกเวลาพวกเราไหลลงเนินยาวๆ หรือเหนื่อยลิ้นห้อย น้ำลายเหนียวเวลาดันเนิน จนแม้แต่เสียงหายใจยังน่ารำคาญ และที่สำคัญ ทริปนี้ ทำให้ได้รู้ว่าพวกเรานี่ มีทุกอย่างจริงๆ ยกเว้น ......... สาระ
จุดเริ่มต้น
"ไปปั่นที่เชียงคานกันมั๊ย" พี่พอล พี่มีความอาวุโสเป็นที่สองในกลุ่ม แต่มีความน่าเคารพในความสุขุมเป็นที่หนึ่ง (ซึ่งต่อมา สถานการณ์หลายๆอย่างได้ทำให้ผมรู้ว่า .. ผมคิดผิดมหันต์) ได้เอ่ยปากชวนผมในวันนึงที่เราปั่นด้วยกันตามปกติ
"ไปครับพี่" ปากไวกว่าความคิด ผมตกปากรับคำทันทีตามประสาคนใจง่าย โดยทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปวันไหน เมื่อไหร่ ไปที่ไหนบ้าง และไปกี่วัน หลังจากนั้นพวกเราก็ได้คุย กำหนดวัน วางแผนการเดินทางต่างๆจนสรุปว่า
- เราจะออกเดินทางจากปทุมธานีเช้าวันที่ 16 พ.ย. 2556 ถึงภูเรือตอนเย็น ก็จะเข้าพักที่บ้านพักตากอากาศริมเขาสุดหรูของพี่พลเจ้าถิ่น
- แล้วเช้ามืดวันที่ 17 เราจะปั่นไปท่าลี่ และไปต่อที่เชียงคาน จะเข้าพักที่รีสอร์ตบ้านดินริมน้ำโขง พร้อมกับออกมาลอยกระทง เหล่สาวกันที่ถนนคนเดินเชียงคาน
- หลังจากนั้นพอเช้าวันที่ 18 เราจะปั่นผ่านเมืองเลย กลับภูเรือ โดยใช้เส้นทางใหม่ ถึงภูเรือช่วงเย็นๆ พักผ่อน นอนหลับ
- พอเช้าวันที่ 19 เราก็จะเดินทางกลับบ้าน
ออกเดินทาง
การเดินทางจากปทุมธานีโดยมีจุดหมายปลายทางที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลยนั้น พวกเราเลือกใช้เส้นทาง เพชรบูรณ์ - หล่มสัก - หล่มเก่า - ด่านซ้าย - ภูเรือ พี่พลเป็นผู้ขับตลอดเส้นทาง ตั้งแต่เริ่มออกเดินทางก็ไม่มีหยุดปากกันเลย ทั้งคุยเรื่องรถ เรื่องเที่ยว นินทาชาวบ้าน พอหมดเรื่องคุยก็หันมานินทาซึ่งๆหน้ากันเองซะเลย ซึ่งสำหรับพวกเราแล้วถือเป็นเรื่องธรรมดามาก ใครอยู่กลุ่มนี้แล้วไม่โดนกัดระยะเผาขน ถือว่าไม่ได้เข้ากลุ่มอย่างเต็มตัว
จุดแวะพักกลางทางที่คิดไว้คือ หาร้านไก่ย่างวิเชียรฯอร่อยๆ กินกันที่เพชรบูรณ์ เพราะถ้ามาถึงนี่แล้ว ยังอยากจะหาหมูย่างกินก็ต้องไปเมืองตรังนู่นแหล่ะครับ ยังไงๆก็ต้องไก่ย่างวิเชียรฯเท่านั้น พอใกล้ๆถึงก็สอดส่ายสายตามองหาร้านที่น่าสนใจ จนมาสะดุดตาที่ร้านนี้

ส่วนนี่ไม่ใช่สาเหตุที่เลือกนะครับ ไก่เค้าเลือกทางของเค้าเอง

อาหารรสดีครับ ราคาไม่แพงมาก แนะนำสำหรับท่านที่ต้องการตามรอยนะครับ ข้าวเหนียวที่นี่เค้าจะห่อมาในใบตอง หอมและนุ่มมาก ส่วนไก่ย่างเมนูประจำร้าน สั่งทั้งทีสั่งเป็นตัวมาเลยครับ อย่าเหมือนพวกผม สั่งมาลองก่อนครึ่งตัวพอนึกได้ว่าอร่อย ก็เลยสั่งอีกครึ่งตัว ไม่มีอะไรมากครับแค่อยากจะบอกว่า ราคามันต่างกันครับพี่




ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง .....

นี่คือผู้ต้องสงสัยครับ


หลังจากอิ่มท้องป่องกันเรียบร้อย พวกเราก็ออกเดินทางต่อทันที จุดหมายปลายทางหน้าคือเมืองเลย
.
.
.
พอเข้าเขตเมืองเลย จุดแวะที่พี่พอลเจ้าถิ่นจอดเพื่อให้พวกเราพัก และถ่ายรูปคือที่นี่ครับ

จุดชมวิวเมืองด่านซ้าย จุดนี้มีรูปปั้นผีตาโขนที่เป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดเลย ตั้งอยู่สูงเด่นเป็นสง่า ถือเป็น Landmark สำคัญ ใครผ่านมาก็ต้องจอดแวะถ่ายรูปกันทุกคน พอลงจากรถได้ สัมผัสแรกที่รู้สึกคือ..หนาว..ครับ อากาศเย็นยะเยือกเลยทีเดียว ทำให้พวกเราที่ล้าๆกันมาจากการนั่งรถทางไกลก็เริ่มสดชื่นขึ้นทันที

หลังจากถ่ายรูปเป็นที่น่าพอใจ พี่พลก็พาเราไปต่อที่จุดน่าสนใจแห่งต่อไป ...

วัดโพนชัย และ พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน อ.ด่านซ้าย ซึ่งข้างในได้รวบรวมเรื่องราว ประวัติความเป็นมาของความเชื่อในเรื่องของผีตาโขน รวมทั้งรายละเอียดทางพิธีกรรมของการละเล่นผีตาโขน ซึ่งเป็นความเชื่อโบราณที่อยู่คู่กับวัฒนธรรม และสังคมเมืองเลยมาช้านาน



ไหนๆก็มาถึงตรงนี้แล้ว ผมขอแทรกเกร็ดความรู้เรื่องผีตาโขนให้เพื่อนๆได้ทราบไว้เก็บเป็นสะเก็ดความรู้หน่อยนะครับ เดี๋ยวจะคิดว่าพวกเรา "มีสาระ" กันไม่เป็น ตามลิ๊งค์ไปเลยครับ
http://allknowledges.tripod.com/phitakhon.html
ในบริเวณวัดโพนชัยมีสถานที่สักการะที่ควรเคารพไหว้อยู่อีกแห่งครับ คือ วิหารพระเจ้าใหญ่



สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามลิ๊งค์นี้เลยครับ
http://www.tumsrivichai.com/index.php?l ... 9&Ntype=42
หลังจากออกจากวัดโพนชัยด้วยความอิ่มเอมแล้ว ทั้งคณะเราก็มุ่งหน้าสู่ที่พักทันที โดยที่พักซึ่งเป็นบ้านส่วนตัวของพี่พลนั้น อยู่ห่างจากตัวอุทยานแห่งชาติภูเรือที่พวกเราหมายมั่นปั้นมือกันว่า "จะต้องพิชิตให้ได้ในทริปนี้" ไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร

บ้านพี่เค้าอยู่บริเวณเชิงเขา เงียบสงบ อากาศดีมากๆครับ ตอนที่พวกเราไปถึงนั้นเวลาประมาณเกือบๆบ่ายโมง แต่อุณหภูมิก็ลดต่ำลงมาอยู่ที่ประมาณ 17-18 องศากันแล้ว คนอื่นๆบอกกำลังเย็นสบาย แต่สำหรับผมที่ไม่ชอบอากาศเย็นอยู่แล้ว บอกได้คำเดียวว่า หนาวววววววววววววว มว๊ากกกกกกก..
หลังจากเก็บข้าวของเข้าบ้านเรียบร้อย พวกเราก็รีบช่วยกันยกจักรยานลงจากรถมาประกอบกันอย่างรวดเร็ว เพราะกะจะปั่นชิวๆ ไปชมบรรยากาศแถวๆที่พัก และถ้าแรงเหลือๆก็จะปั่นขึ้นภูเรือ

อากาศดีมากครับ แม้สำหรับผมจะหนาวไปหน่อย แต่ก็ทำให้การปั่นจักรยานในบรรยากาศอย่างนี้ ถือว่าเป็นรางวัลให้กับการเดินทางมาไกลได้เลยเหมือนกัน พวกเราต่างก็สูดอากาศที่ยากจะหาได้แถวๆบ้านกันเข้าเต็มปอด บอกได้เลยว่า "สดชื่นซู๊ด...ซู๊ด"


"ปันดาว" รีสอร์ต เห็นว่าสวยดีครับ พวกเราเลยแวะเข้าไปถ่ายรูปเฉยๆ



"ลานคริสต์มาสภูเรือ" อยู่บริเวณทางขึ้นอุทยานแห่งชาติภูเรือ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนมาเที่ยว ถ่ายรูปเยอะครับ เพราะเค้าจะปลูกต้นคริสต์มาสจนเต็มพื้นที่ไปหมด สวยมากครับ



บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอภูเรือครับ เค้าจัดสถานที่ไว้ให้นักท่องเที่ยวแวะถ่ายรูป มีเทอร์โมมิเตอร์คอยบอกอุณหภูมิขณะนั้น ตกแต่งซุ้มเป็นบ้าน สวยมากๆครับ
หลังจากปั่นเล่นแถวๆนั้นได้ไม่นานความห้าวก็มาเยือน ผมกับพี่ชาร์ลก็ตกลงกันว่าจะไปลองปั่นขึ้นภูเรือกัน ท่ามกลางเสียงคัดค้านของอีกสองท่าน แต่ไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว ไม่ได้ลอง ก็ถือว่าเสียเที่ยว ด้วยความดื้อพวกเราสองคนสุดท้ายพี่พอล กับพี่พิชก็ต้องยอมตามใจ ทางขึ้นภูเรือนั้น เลยจากลานคริสต์มาสไปอีกนิดเดียว แต่ทางก็ชันมาก ปั่นช้าๆ ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ระยะทางแค่ไม่เกิน 3 กิโล แต่พวกเราก็ปั่นกันหอบตัวโยนกันเลยทีเดียว ด้วยกลัวเสียหน้าเพราะความดื้อ ผมเลยทำเป็นเก่งปั่นขึ้นมาก่อน แล้วมาหยุดที่หน้าทางเข้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ ในสภาพหูอื้อ ตาลาย หอบแฮ่กๆเพราะความเหนื่อย เจ้าหน้าที่เดินเข้ามาถามอะไรสักอย่าง ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่รู้เรื่องแล้วเพราะเหนื่อยแทบขาดใจ หันไปมองข้างหลัง พี่ๆอีกสามท่านกำลังปั่นตามมาไม่ห่างนัก ด้วยกลัวจะเสียหน้า ผมเลยต้องรีบเก๊กทำเป็นหายเหนื่อย แล้วค่อยหันไปคุยกับเจ้าหน้าที่บริเวณประตู ถึงได้รู้ว่าเค้าถามผมว่า "จะขึ้นไปกี่คน จักรยานกี่คัน" ผมเลยตอบไปว่า "ขอรอเพื่อนก่อนครับ" แต่ในใจน่ะคิดไว้ว่า อย่ามีใครเกิดกล้า บ้า ปั่นขึ้นนะ ผมจะแกล้งชักตาตั้งตรงนี้จริงๆ เพราะมองขึ้นไปทางข้างหน้าทั้งชัน ทั้งไกล เห็นแล้วขนคอตั้ง ลุกซู่กันเลยทีเดียว
แต่พอขึ้นกันมาครบแล้วได้คุยๆกัน ก็สรุปว่าไม่ขึ้นจะดีกว่า เพราะมันชันมาก เกรงว่าจะหมดแรงแล้วพรุ่งนี้ จะปั่นทางไกลกันไม่ไหว ก็เลยกลับกันมาที่บ้านแล้วเอารถขึ้นไปกันบนภูเรือแทน
สรุป... ภารกิจขึ้นภูเรือครั้งนี้ไม่สำเร็จครับ งานนี้ต้องมีมาซ้ำ

อ้อ..สำหรับท่านที่มาเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติภูเรือ เค้าเก็บค่าขึ้นด้วยนะครับ จักรยานคันละ 10 บาท รถยนต์คันละ 30 บาท ผู้ใหญ่คนละ 40 บาท ถ้าอายุเกิน 60 ปีไม่เสียค่าขึ้นครับ ท่านไหนที่หน้าแก่แต่อายุไม่ถึง ก็แกล้งๆอายุเกินบ้างก็ได้ครับ บางครั้งคำว่าแก่ ก็ช่วยทำให้ประหยัดตังค์ได้ อย่าเหมือนพวกผม เค้าถามมีอายุเกินหกสิบมั๊ย พวกท่านรีบปฏิเสธลั่นรถกันทันทีเลย

รถขึ้นได้แค่ตรงนี้ครับ หลังจากนั้นต้องเดินขึ้นครับ






ลงมา พวกเราก็แวะซื้ออาหารเย็นเข้าไปกินกันเพื่อตุนแรงไว้ใช้วันพรุ่งนี้ กลับมาถึงบ้านลมแรงพอสมควร อุณหภูมิลงไปต่ำกว่า 15 องศาแล้ว หนาวมากๆ กินข้าวเย็นกันเสร็จ นั่งคุยกันได้พักนึง ก็อาบน้ำอาบท่า ยังดีที่ที่พักมีเครื่องทำน้ำอุ่นเลยพอไหว หลังจากก็เข้านอนกัน พรุ่งนี้ยังมีภาระกิจที่ต้องปั่นกันอีกยาวไกล แต่ก็ยังมีคนบางคนอุตส่าห์เติมแรงด้วยเครื่องดื่มมีฟองสีอำพันต่ออีกหน่อย
ผมเชื่อว่า ตอนนี้ในความคิดของพวกเราแต่ละคน ต่างก็วาดฝันไว้ต่างๆนาๆ ว่าจะปั่นขึ้นเนินอย่างนั้น ควงขาอย่างนี้ ใช้เกียร์นั้นเกียร์นี้ แวะถ่ายรูปตรงนั้น อากาศดีตลอดทาง ต้นไม้ใบหญ้าน่าชื่นชม รื่นรมย์ไปซะหมด โดยหารู้ไม่ว่าความเป็นจริงนับจากนี้มีเพียงหนึ่งเดียวคือ .......... โหดดดดดดดดดดดดดดด
Route Trip วันที่ 16 พฤศจิกายน 2556 ครับ (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยายครับ แล้วคลิ๊กอีกทีเพื่อภาพที่ใหญ่ขึ้น)

สำหรับท่านที่ใช้ Endomondo ครับ (มีค่าความเร็ว และความชัน)
http://www.endomondo.com/workouts/269320767/9355995
สำหรับ Google Maps ครับ
https://www.google.co.th/maps/ms?msa=0& ... cb3e672da9
ติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้ครับ......































































































